อนึ่ง ในธรรมที่ต้องละเหล่านี้พึงทราบความโดยพิเศษขึ้นไปอีกดังต่อไปนี้ :-

ภิกษุผู้เป็นอามิสทายาท ย่อมโกรธคนอื่นที่ได้ลาภ เพราะตนเองไม่ได้. ๑- ความโกรธที่เกิดขึ้นครั้งเดียวของภิกษุผู้เป็นอามิสทายาทนั้น ชื่อว่าโกธะอย่างเดียว โกธะที่เกิดขึ้นมากกว่าครั้งเดียวขึ้นไป ชื่อว่าอุปนาหะ. ____________________________ ๑- (ปาฐะเป็น อลภนฺโต เป็นปฐมาวิภัตติ เข้าใจว่าจะเป็น อลภนโต คือโตปัจจัยที่ใช้แทนปัญจมีวิภัตติได้ จึงได้แปลตามที่เข้าใจ).

ภิกษุผู้เป็นอามิสทายาทนั้นนั่นแล เมื่อโกรธแล้วด้วยและผูกโกรธด้วย ย่อมหลู่คุณของคนอื่นที่มีลาภและถือเป็นคู่แข่ง และว่าแม้เราก็ต้องเป็นเช่นนั้นให้ได้. อันนี้เป็นมักขะ (ความลบหลู่) และปฬาสะ (ตีเสมอ) ของภิกษุผู้เป็นอามิสทายาทนั้น.

ภิกษุผู้เป็นอามิสทายาทนั้นมีปกติลบหลู่ มีปกติตีเสมอดังกล่าวมาแล้วนี้ ย่อมริษยา ย่อมประทุษร้ายในลาภและสักการะเป็นต้นของผู้มีลาภนั้นว่า ภิกษุนี้จะมีประโยชน์อะไรด้วยสิ่งนี้. อันนี้เป็นอิสสา (ความริษยา).

เล่มที่ ๑๒ มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์๔๑๘

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “๓. ธรรมทายาทสูตร”