พระปิยคามิกะออกจากที่จงกรมไปในตอนกลางคืน ได้ยินเสียงคางของวัวนั้นกระทบกันแล้วก็เข้าใจว่า ท้าวสักกเทวราชคงจะทราบเราว่า พระรูปนี้หวังลาภจึงมาอยู่ในป่าช้า ดังนี้แล้ว มาเพื่อทำร้ายเราแน่ๆ ท่านจึงได้ยืนประนมมือไหว้ข้างหน้าวัวแก่ อ้อนวอนอยู่ตลอดคืนยังรุ่งว่า ข้าแต่ท่านท้าวเทวราชผู้เป็นสัตบุรุษ ขอพระองค์จงยกโทษให้อาตมาคืนนี้สักคืนหนึ่งเถอะ แล้วตั้งแต่วันพรุ่งนี้ไป อาตมาจักไม่ทำอย่างนี้อีก ต่อมาพอพระอาทิตย์อุทัย ท่านก็ได้เห็นเป็นวัวแก่ตัวนั้น (ไม่ใช่ท้าวสักกะ) จึงเอาไม้ตะพดหวดตะเพิดไล่เตลิดเปิดเปิงไปพร้อมทั้งคำไล่หลังว่า แกทำให้ข้ากลัวตลอดคืนยังรุ่งเลย. สติกับปัญญา

[๔๑] บทว่า กุสีตา แปลว่า ตกอยู่ใต้อำนาจความเกียจคร้าน.

บทว่า หีนวีริยา ความว่า เสื่อม คือเว้น ได้แก่ปราศจากความเพียร. อธิบายว่า ไม่มีความเพียร.

ในบุคคล ๒ จำพวกนั้น คนที่เกียจคร้านย่อมเว้นจากการเริ่มความเพียรทางกาย คนที่ขาดความเพียรย่อมเว้นจากการเริ่มความเพียรทางจิต (สรุปแล้ว) คนทั้ง ๒ จำพวกนั้นย่อมไม่สามารถจะทำแม้เพียงการกำหนดอารมณ์ได้.

เล่มที่ ๑๒ มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์๔๖๖

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “๔. ภยเภรวสูตร”