ในสติทั้ง ๒ นั้น สติประกอบด้วยปัญญาย่อมมีกำลัง สติที่ไม่ประกอบด้วยปัญญาย่อมหย่อนกำลัง. เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า อสมฺปชานา (ไม่มีปัญญา) เพื่อแสดงความหมายนี้ว่า แม้ในเวลาที่ภิกษุเหล่านั้นมีสติ ก็ยังชื่อว่ามีสติหลงลืมอยู่นั่นเอง เพราะไม่มีปัญญา เนื่องจากว่าสติที่หย่อนกำลังจะทำหน้าที่ของสติไม่ได้. ภิกษุเหล่านั้นหลงลืมสติ ขาดสัมปชัญญะ (ปัญญา) ดังกล่าวมานี้ ย่อมไม่สามารถจะทำแม้เพียงการกำหนดอารมณ์ได้เลยแล.

คำ (ที่เหลือ) ทั้งหมด (มีความหมาย) เหมือนกับความหมายที่กล่าวมาแล้ว. จิตกับปัญญา

[๔๓] บทว่า อสมาหิตา แปลว่า เว้นจากอุปจารสมาธิและอัปปนาสมาธิ.

บทว่า วิพฺภนฺตจิตฺตา แปลว่า มีจิตพลัดออกนอกทาง คือจิตย่อมหมุนไปในอารมณ์ต่างๆ เพราะเว้นจากสมาธิ ได้แก่เพราะท่านเหล่านั้นขาดสมาธิ เหตุที่อุทธัจจะได้โอกาส เปรียบเหมือนลิงในป่ากระโดดมาตามกิ่งไม้ในป่าฉะนั้น ภิกษุเหล่านั้นเป็นผู้ไม่มั่นคงอยู่ในอารมณ์แม้อย่างเดียว คือมีจิตหมุนไปต่างๆ ตามนัยที่กล่าวแล้วในตอนต้นอย่างนี้ เพราะอุทธัจจะ (ความฟุ้งซ่านเป็นเหตุ) ย่อมไม่สามารถจะทำแม้เพียงการกำหนดอารมณ์ได้เลย.

เล่มที่ ๑๒ มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์๔๖๘

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “๔. ภยเภรวสูตร”