บทว่า สีเลเสฺวว ความว่า ภิกษุแม้เป็นผู้ประสงค์จะเป็นเช่นนี้ พึงเป็นผู้กระทำให้บริบูรณ์ในศีลทั้งหลายเถิด. ความหวังที่ ๑๒
[๘๕] เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอนาคามิมรรคอย่างนี้แล้ว แม้จะมาถึงวาระแห่งมรรคที่ ๔ ก็จริง ถึงกระนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าก็ไม่ทรงถือเอาอรหัตตมรรคนั้น เพราะไม่เพียงแต่อภิญญา คือการสิ้นไปแห่งอาสวะเป็นอานิสงส์ของศีลอย่างเดียว ที่แท้อภิญญา ๕ ประการซึ่งเป็นโลกิยะ (ก็เป็นอานิสงส์ของศีลเหมือนกัน) ฉะนั้น เพื่อจะทรงแสดงอภิญญาเหล่านั้น และเพราะเมื่อพระองค์ตรัสถึงการสิ้นไปแห่งอาสวะ เทศนาก็เป็นอันจบ ก็เมื่อเป็นเช่นนี้ การกล่าวนี้พึงชื่อว่ากล่าวถึงอภิญญาล้วน เพราะยังมิได้กล่าวถึงคุณของอภิญญาเหล่านั้น ฉะนั้น เพื่อจะทรงแสดงอภิญญาอย่างบริบูรณ์ และเพราะการทำฤทธิ์ย่อมสำเร็จแก่บุคคลผู้ตั้งอยู่ในอนาคามิมรรคโดยง่าย และพระอนาคามีย่อมเป็นผู้กระทำให้บริบูรณ์ในศีลและในสมาธิ เพราะท่านถอนกามราคะและพยาบาทซึ่งเป็นข้าศึกของสมาธิได้แล้ว ฉะนั้น เพื่อจะทรงแสดงโลกิยอภิญญาทั้งหลายในฐานะอันควร พระองค์จึงตรัสคำมีอาทิอย่างนี้ว่า อากงฺเขยฺย เจ ฯเปฯ อเนกวิหิตํ ดังนี้ นี้แลเป็นอนุสนธิ.
การพรรณนาบาลีแห่งโลกิยอภิญญาแม้ทั้ง ๕ อันมาแล้วโดยนัยเป็นต้นว่า อเนกวิหิตํ อิทฺธิวิธึ ในบาลีนั้น ท่านกล่าวไว้แล้วในคัมภีร์วิสุทธิมรรค พร้อมทั้งวิธีทำให้อภิญญาเกิด. ความหวังที่ ๑๗
[๙๐] พึงทราบวินิจฉัยในอภิญญาที่ ๖ ต่อไป
อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที