เพราะมรรค ๓ เบื้องต่ำเหล่านั้น ทำ (กิเลส) ให้เป็นส่วนคือให้เป็นสัด (โกฏฐาสะ) แล้วย่อมละ (กิเลส) ได้ ยกเว้นกิเลสที่พึงละด้วยมรรคเบื้องสูงๆ ฉะนั้น มรรค ๓ เบื้องต่ำ ท่านจึงเรียกว่าโอธิ ดังนี้. ส่วนอรหัตตมรรคย่อมละกิเลสทุกอย่างไม่ให้เหลืออยู่ เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า อโนธิ ดังนี้.

อนึ่ง ภิกษุรูปนี้สละกิเลสได้แล้วด้วยมรรค ๓ เบื้องต่ำ. เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ยโตธิ โข ปน จตฺตํ โหติ ดังนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โข ปน เป็นเพียงนิบาต. ส่วนเนื้อความนี้เป็นความรวม. ก็เพราะกิเลส ชื่อว่า โอธิ เป็นอันภิกษุรูปนั้นสละแล้ว สลัดทิ้งแล้ว ฉะนั้น จึงควรขยายความตามพระบาลีว่า ภิกษุรูปนั้นพิจารณาถึงกิเลสที่ละได้แล้วนั้นย่อมได้โสมนัส เธอย่อมได้ความรู้แจ้งอรรถ (ผล) แม้ยิ่งขึ้นไปกว่านั้นว่า เราเป็นผู้ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้า.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จตฺตํ นี้ ท่านกล่าวด้วยอำนาจการสละภาวะของตน.

เล่มที่ ๑๒ มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์๗๒๕

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “๗. วัตถูปมสูตร”