จริงอยู่ ประทีปท่านเรียกว่า อุกกา (คบเพลิง) ในอาคตสถานว่า อุกฺกา ธาริยมานาสุ ดังนี้. เบ้าท่านเรียกว่า อุกกา (เบ้าหลอม) ในอาคตสถานว่า ช่างทองพึงก่อเบ้าหลอม ครั้นก่อเสร็จแล้ว พึงฉาบปากเบ้าหลอม ดังนี้. เตาช่างทองท่านก็เรียกว่า อุกกา ในอาคตสถานว่า เหมือนอย่างเตาไฟของช่างทองลุกไหม้อยู่ (แต่) ข้างใน ไม่ลามออกมาข้างนอก. กำลังลมท่านก็เรียกว่า อุกกา ในอาคตสถานว่า กำลังลม (อุกกาบาต) จักมีผลอย่างนี้ ดังนี้. แต่ในที่นี้และในที่อื่นอันมีลักษณะเดียวกันนี้ เบ้าของช่างทองพึงทราบว่า อุกกา ในอาคตสถานว่า ช่างทองเอาคีมคีบทองสอดเข้าไปในปากเบ้า ดังนี้.
ในข้อนั้นมีการเปรียบเทียบด้วยอุปมาดังต่อไปนี้.
ก็จิตของภิกษุนี้ในเวลาที่ยังเป็นปุถุชนเกลือกกลั้วด้วยมลทินมีกามราคะเป็นต้น พึงเห็นเหมือนผ้าที่สกปรกและเหมือนทองคำที่หมองฉะนั้น. อนาคามิมรรคพึงเห็นเหมือนน้ำอันใสสะอาดและเหมือนปากเบ้าฉะนั้น.
การที่ภิกษุรูปนั้นมีจิตบริสุทธิ์ เพราะอาศัยอนาคามิมรรคอันประมวลไว้ซึ่งศีล ธรรมและปัญญามีประการดังกล่าวแล้ว พึงเห็นเหมือนผ้าขาวสะอาดและทองคำบริสุทธิ์ เพราะอาศัยน้ำและปากเบ้าฉะนั้น ดังนี้แล.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที