ใน ๓ อย่างนั้น พระอานนท์แสดงความนี้ด้วย เอวํ ศัพท์ ซึ่งมีอาการะเป็นอรรถว่า ใครๆ สามารถจะทราบพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ซึ่งละเอียดอ่อนด้วยนัยต่างๆ เกิดขึ้นด้วยอัธยาศัยอันกว้างขวาง สมบูรณ์ด้วยอรรถและพยัญชนะมีปาฏิหาริย์หลากหลาย ลึกซึ้งโดยธรรม โดยอรรถ โดยเทศนา แลโดยปฏิเวธ มาสู่โสตประสาทของสัตว์ทั้งปวงโดยสมควรแก่ภาษาของตนๆ โดยประการทั้งปวง และทั้งให้เกิดความอยากฟังโดยเต็มกำลัง ข้าพเจ้าได้ฟังมาแล้วอย่างนี้ คือแม้ข้าพเจ้าได้ฟังมาแล้วด้วยอาการอย่างหนึ่ง. พระอานนทเถระเมื่อจะออกตัวด้วยอรรถว่า ชี้แจงว่า ข้าพเจ้าไม่ใช่สยัมภู สูตรนี้ข้าพเจ้าไม่ได้ทำให้แจ้ง จึงแสดงสูตรทั้งสิ้นที่จะต้องกล่าวในบัดนี้ว่า ข้าพเจ้าได้ฟังอย่างนี้ คือว่า แม้ข้าพเจ้าได้ฟังมาแล้วอย่างนี้.

พระอานนทเถระเมื่อจะแสดงกำลัง คือความทรงจำของตนที่สมควรแก่ภาวะที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสรรเสริญอย่างนี้ว่า ภิกษุทั้งหลาย บรรดาภิกษุสาวกของเราที่ทรงพหูสูต คืออานนท์ บรรดาอุปัฏฐากที่มีคติ มีสติ มีธิติ คืออานนท์ และที่พระธรรมเสนาบดีสรรเสริญอย่างนี้ว่า ท่านอานนท์ฉลาดในอรรถ ในธรรม ในพยัญชนะ ในภาษาและในอักษร เบื้องต้นและเบื้องปลาย ยังสัตว์ทั้งหลายเกิดความอยากฟัง ด้วยอรรถว่า อวธารณะ ว่าข้าพเจ้าได้ฟังมาเท่านี้ และสูตรนั้นแลไม่ยิ่งไม่หย่อนโดยอรรถหรือพยัญชนะ พึงเห็นว่าอย่างนี้เท่านั้น ไม่พึงเห็นเป็นอย่างอื่น ดังนี้.

เม ศัพท์ปรากฏในอรรถ ๓ อย่าง.

จริงอย่างนั้น เม ศัพท์นั้นมีความหมายว่า มยา (อันเรา) ในประโยคเป็นต้นว่า โภชนะที่ได้มาด้วยการขับกล่อม เราไม่ควรบริโภค.

เล่มที่ ๑๒ มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์๘

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “๑. มูลปริยายสูตร”