บทว่า โกฏฺฐาสโต ความว่า กุศลธรรม ๗ ประการตามลำดับเป็นกรรมบถอย่างเดียวไม่เป็นรากเหง้า (กุศล). (แต่) กุศลธรรม ๓ ประการตอนท้ายเป็นทั้งกรรมบถ เป็นทั้งรากเหง้า (กุศล).

อธิบายว่า อนภิชฌาถึงกรรมบถแล้ว จึงชื่อว่าเป็นอโลภะกุศลมูล. แต่อัพยาบาท ชื่อว่าเป็นอโทสะกุศลมูล. ส่วนสัมมาทิฏฐิ ชื่อว่าเป็นอโมหะกุศลมูล.

บทว่า อารมฺมณโต ความว่า อารมณ์ทั้งหลายมีปาณาติบาตเป็นต้นนั่นแหละเป็นอารมณ์ของเวรมณี (เจตนางดเว้นจากปาณาติบาตเป็นต้น) เหล่านั้น เพราะว่า เวรมณีจะมีได้ก็โดยได้เผชิญกับวัตถุที่จะต้องก้าวล่วงเท่านั้น อุปมาเสมือนหนึ่งว่า อริยมรรค (ต้อง) มีนิพพานเป็นอารมณ์ จึงจะละกิเลสได้ฉันใด กรรมบถเหล่านี้ก็พึงทราบว่า เป็นเช่นนั้นเหมือนกัน (ต้อง) มีชีวิตินทรีย์เป็นต้นเป็นอารมณ์ จึงจะละทุศีลมีปาณาติบาตเป็นต้นได้.

บทว่า เวทนาโต ความว่า กุศลกรรมบถทั้งหมดเป็นสุขเวทนาบ้าง เป็นอุเบกขาเวทนาบ้าง เพราะว่าถึงกุศลแล้ว จะไม่มีทุกขเวทนา (กรรมบถฝ่ายกุศลไม่มีให้ผลเป็นทุกข์).

เล่มที่ ๑๒ มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์๘๖๗

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “๙. สัมมาทิฏฐิสูตร”