(นำมาให้อย่างนี้) คือก่อนอื่น กวฬิงการาหารเพียงแต่วางไว้ในปากเท่านั้น ก็ก่อตั้งรูปทั้ง ๘ ขึ้น (สร้างรูปทั้ง ๘ ขึ้น). ส่วนคำข้าวแต่ละคำที่ฟันเคี้ยวให้ละเอียดกลืนลงไป จะก่อตั้งรูปขึ้นคำละ ๘ รูปทั้งนั้น. กวฬิงการาหารนำรูปมีโอชะเป็นที่ ๘ มาให้อย่างนี้. ส่วนผัสสาหาร คือผัสสะที่จะให้เกิดสุขเวทนา เมื่อเกิดขึ้นจะนำสุขเวทนามาให้. ผัสสะที่จะให้เกิดทุกขเวทนาก็เช่นนั้น คือจะนำทุกข์มาให้ ที่จะให้เกิดอทุกขมสุขเวทนาก็จะนำอทุกขมสุขมาให้. ผัสสาหารจะนำเวทนาทั้ง ๓ มาให้โดยประการทั้งปวง ดังที่พรรณนามานี้.

มโนสัญเจตนาหาร คือกรรมที่จะให้เข้าถึงกามภพ จะนำกามภพมาให้. ที่จะให้เข้าถึงรูปภพและอรูปภพ ก็จะนำรูปภพและอรูปภพมาให้. มโนสัญเจตนาหารจะนำภพทั้ง ๓ มาให้อย่างนี้ แม้โดยประการทั้งปวง.

แต่วิญญาณาหาร ท่านกล่าวว่าจะนำขันธ์ทั้ง ๓ ที่สัมปยุตด้วยวิญญาณนั้น และรูป ๓๐ อย่างที่เกิดขึ้นด้วยสามารถแห่งสันตติ ๓ มาให้โดยนัยแห่งปัจจัยมีสหชาตปัจจัยเป็นต้นในปฏิสนธิขณะ. วิญญาณาหารนำนามรูปในปฏิสนธิขณะมาให้อย่างนี้ ดังนี้.

อนึ่ง ในอาหารวาระนี้ กุศลเจตนาและอกุศลเจตนาที่ยังมีอาสวะอยู่นั้นแหละ ท่านกล่าวไว้ว่า มโนสัญเจตนาหารจะนำภพทั้ง ๓ มาให้. ปฏิสนธิวิญญาณนั้นเอง ท่านกล่าวไว้ว่า วิญญาณจะนำนามรูปในปฏิสนธิขณะมาให้. แต่อาหาร ๓ อย่างเหล่านี้ พึงทราบว่าเป็นอาหารโดยไม่แปลกกัน เพราะนำมาซึ่งธรรมที่สัมปยุตกับด้วยวิญญาณนั้น และธรรมที่เป็นสมุฏฐานแห่งวิญญาณนั้น.

เล่มที่ ๑๒ มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์๘๘๕

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “๙. สัมมาทิฏฐิสูตร”