ลูขจีวรธโรติ เอตฺถ ปน ลูขนติ สตฺถลูขํ สุตฺตลูขํ รชนลูขนฺติ ตีหิ การเณหิ ลูขํ เวทิตพฺพํ. ตตฺถ สตฺเถน ขณฺฑาขณฺฑิกํ ฉินฺนํ สตฺถลูขํ นาม, ตํ อคฺเฆน ปริหายติ, ถูลทีฆสุตฺตเกน สิพฺพิตํ สุตฺตลูขํ นาม, ตํ ผสฺเสน ปริหายติ ขรสมฺผสฺสํ โหติ. รชเนน รตฺตํ รชนลูขํ นาม, ตํ วณฺเณน ปริหายติ ทุพฺพณฺณํ โหติ. กิญฺจาปิ โส ภิกฺขุ เอวํ สตฺถลูขสุตฺตลูขรชนลูขจีวรธโร โหติ, อิเม จสฺส เอตฺตกา อิจฺฉาวจรา อปฺปหีนา ทิสฺสนฺติ เจว สุยฺยนฺติ จ, อถโข นํ วิญฺญู สพฺรหฺมจารี เนว สกฺกโรนฺติ ฯเปฯ น ปูเชนฺตีติ. ตํ กิสฺส เหตูติ เอตฺถ ตนฺติ นิปาตมตฺตํ, กิสฺส เหตูติ กึการณา. เต หิ ตสฺส ฯเปฯ ทิสฺสนฺติ เจว สุยฺยนฺติ จ ยสฺมา ตสฺส เต ปาปกา ทิสฺสนฺติ เจว สุยฺยนฺติ จาติ วุตฺตํ โหติ. อิเมสํ อิจฺฉาวจรานํ อปฺปหีนตฺตาติ อยเมตฺถ อธิปฺปาโย.

อิทานิ ตมตฺถํ อุปมาย ปากฏํ กโรนฺโต เสยฺยถาปีติอาทิมาห. ตตฺถ กุณปนฺติ มตกเฬวรํ. อหิสฺส กุณปํ อหิกุณปํ. เอวํ อิตรานิ.

อปาปุริตฺวาติ วิวริตฺวา. ตสฺส สห ทสฺสเนน อมนาปตา จ สณฺฐเหยฺยาติ ตสฺส กุณปสฺส ทสฺสเนน สเหว ตสฺส ชนสฺส อมนาปตา ติฏฺเฐยฺย. อมนาปตาติ จ "อมนาปํ อิทนฺ"ติ อุปฺปนฺนจิตฺตเจตสิกานเมวิทํ อธิวจนํ. เอส นโย ปาฏิกุลฺยเชคุจฺฉตาสุ. ชิฆจฺฉิตานมฺปีติ ฉาตานมฺปิ. น โภตฺตุกมฺยตา อสฺสาติ ภุญฺชิตุกามตา น ภเวยฺย. ปเคว สุหิตานนฺติ ฉาตานํ ๗- ปน ปฐมตรเมว ภุญฺชิตุกามตา น ภเวยฺยาติ วุตฺตํ โหติ.

เล่มที่ ๑๒ มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์๒๖๘

ที่มาและฉบับอื่นของ “๕. อนังคณสูตร”