คำว่า ปหานาย สมุจฺเฉทาย ปฏิปนฺโน ความว่า เราปฏิบัติเพื่อประโยชน์แก่การละ เพื่อประโยชน์แก่การตัดขาด ด้วยศีลสังวรทางกาย กล่าวคือไม่ทำปาณาติบาตนี้.

คำว่า อตฺตาปิ มํ อุปวเทยฺย ความว่า แม้ตนเองก็พึงติ เราอย่างนี้ว่า เราบวชในศาสนาของผู้ไม่ปลงชีวิตสัตว์แม้แต่มดดำมดแดง ยังไม่อาจงดเว้น แม้เพียงจากปาณาติบาตได้ เราบวชทำไม.

คำว่า อนุวิจฺจาปิ วิญฺญู ครเหยฺยุํ ความว่า วิญญูชนคือบัณฑิตแม้เหล่าอื่น ใคร่ครวญคือพินิจพิจารณาแล้วก็พึงติเตียนอย่างนี้ว่า เขาบวชในศาสนาเห็นปานนี้แล้ว ยังไม่งดเว้นแม้เพียงปาณาติบาต เขาบวชทำไมกัน.

คำว่า เอตเทว โข ปน สํโยชนํ เอตํ นีวรณํ นี้ แม้จะไม่นับเนื่องเข้าในสังโยชน์ ๑๐ นิวรณ์ ๕ แต่ก็ตรัสด้วยอำนาจเทศนาว่า เป็นเครื่องปิดกั้น ๘ อย่าง เครื่องปิดกั้น ๘ อย่างนั้น ตรัสเรียกว่า สังโยชน์บ้าง นีวรณ์บ้าง ก็เพราะอรรถว่าเป็นเครื่องผูกไว้ และเพราะอรรถว่าปกปิดไว้ในวัฏฏะอย่างนี้.

เล่มที่ ๑๓ มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์๑๐๑

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “๔. โปตลิยสูตร”