บทว่า ปฏิปนฺโน โหติ ความว่า แม้ผู้นี้เป็นผู้ได้ก็มี เป็นผู้ตรึกก็มี.

ผู้ได้สมาบัติ ๘ ชื่อว่าผู้ได้. ผู้ได้สมาบัติ ๘ นั้นไม่มีความสงสัยในอรูปพรหม ยังมีความสงสัยในพระนิพพาน. เขาปฏิบัติอย่างนี้ด้วยเข้าใจว่า เราฟังเขาพูดว่านิโรธมีก็มี ไม่มีก็มี เราไม่รู้เอง เราจักทำสมาบัติให้เป็นบาทแล้วเจริญวิปัสสนา ถ้านิโรธจักมีไซร้ เราก็จักบรรลุพระอรหัตปรินิพพาน ถ้าไม่มี เราก็จักบังเกิดในอรูปพรหม.

ส่วนผู้ตรึกไม่ได้แม้แต่สมาบัติสักอย่างหนึ่ง แต่เขาก็ไม่มีความสงสัยในอรูปพรหม ยังมีความสงสัยในภวนิโรธ (พระนิพพาน) อยู่. เขาปฏิบัติอย่างนี้ด้วยเข้าใจว่า เราฟังเขาพูดว่า นิโรธมีก็มี ไม่มีก็มี เราไม่รู้เอง เราจักกระทำบริกรรมในกสิณ แล้วทำสมาบัติ ๘ ให้เกิด เจริญวิปัสสนามีสมาบัติเป็นปทัฏฐาน ถ้านิโรธจักมีไซร้ เราจักบรรลุพระอรหัตปรินิพพาน ถ้าไม่มี เราก็จักบังเกิดในอรูปพรหม.

ถามว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ในพระสูตรนั้น คำว่า ทานที่ให้แล้วมีผล ดังนี้เป็นต้นเป็นคำไม่ผิด ก็แล้วไปเถิด ส่วนคำว่า ทานที่ให้แล้วไม่มีผล ดังนี้เป็นต้นไม่ผิดด้วยอย่างไรเล่า.

เล่มที่ ๑๓ มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์๓๐๗

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “๑๐. อปัณณกสูตร”