ในที่นี้ ท่านประสงค์เอาว่าพระจันทร์พ้นจากเครื่องเศร้าหมองเหล่านี้ คือ หมอก น้ำค้าง ควัน ธุลี ราหู. ภิกษุเป็นผู้พ้นแล้วจากกิเลส คือความประมาท เป็นผู้ไม่ประมาทแล้ว ย่อมยังโลก คือขันธ์ อายตนะและธาตุของตนนี้ให้ผ่องใส คือกระทำความมืด คือกิเลสอันตนขจัดเสียแล้ว เหมือนอย่างพระจันทร์ไม่มีอุปกิเลสดังกล่าวมานี้ ย่อมยังโลกให้สว่างไสวฉะนั้น.

บทว่า กุสเลน ปิถิยฺยติ ความว่า ย่อมปิดด้วยกุศล คือมรรค ได้แก่กระทำมิให้มีปฏิสนธิอีก.

บทว่า ยุญฺชติ พุทฺธสาสเน ความว่า ประกอบแล้ว ประกอบทั่วแล้วด้วยกาย วาจาและด้วยใจ อยู่ในพุทธศาสนา. คาถาทั้ง ๓ เหล่านี้ เรียกอุทานคาถาของพระเถระ. ได้ยินว่า พระเถระเมื่อจะกระทำอาการป้องกันตนจึงกล่าวคำว่า ทิสา หิ เม นี้.

ในบทเหล่านั้น บทว่า ทิสา หิ เม ความว่า ชนพวกที่เป็นศัตรูของเราย่อมติเตียนเราอย่างนี้ แม้พระองคุลิมาลจงเสวยทุกข์เหมือนอย่างที่พวกเราทั้งหลายเสวยทุกข์ เพราะอำนาจพวกญาติถูกองคุลิมาลฆ่าแล้วฉะนั้น หมายความว่า ชนเหล่านั้นจงได้ยินธรรมกถา คือสัจจะ ๔ ของเราทุกทิศ.

เล่มที่ ๑๓ มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์๘๖๐

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “๖. อังคุลิมาลสูตร”