ในข้อนั้น พึงมีอธิบายดังต่อไปนี้

สำหรับปุถุชน อารมณ์ยังไม่เป็นสัปปายะ ก็ช่างเถอะ แต่สำหรับพระขีณาสพอย่างไรจึงไม่เป็นสัปปายะเล่า? ไม่เป็นสัปปายะแก่ปุถุชนด้วยอารมณ์ใด ก็ไม่เป็นสัปปายะเลยแม้แก่พระขีณาสพ แม้ด้วยอารมณ์นั้น. ขึ้นชื่อว่ายาพิษ รู้แล้วกินก็ตาม ก็คงเป็นยาพิษอยู่นั่นเอง. อันพระขีณาสพจะพึงเป็นผู้ไม่สังวร เพราะคิดว่าเราเป็นพระขีณาสพ ดังนี้ ก็หาไม่. แม้พระขีณาสพก็ควรจะเป็นผู้ขะมักเขม้นจึงจะควร.

ในบทเหล่านั้น บทว่า สมเณน ได้แก่ พุทธสมณะ.

บทว่า ฉนฺทราคพฺยาปาเทน ความว่า โทษอันเป็นพิษ คืออวิชชานั้นย่อมแปรปรวน ย่อมกำเริบด้วยฉันทราคะและพยาบาท. บทว่า อสปฺปายานิ ได้แก่ อารมณ์ที่ไม่เจริญใจ. บทว่า อนุทธํเสยฺย ได้แก่ พึงทำให้ร่วงโรย คือให้เหี่ยวแห้ง. บทว่า สอุปาทิเสสํ ได้แก่ สิ่งที่ยึดถือเป็นส่วนเหลือ ก็สิ่งที่พึงยึดมั่น คือสิ่งที่ยึดถือนี้ท่านเรียกว่า อุปาทิ.

เล่มที่ ๑๔ มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์๑๐๙

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “๕. สุนักขัตตสูตร”