ก็เหตุในคำว่า อายตเน จิตฺตํ ปสีทติ นี้ คืออะไร? คือพระอรหัตหรือวิปัสสนาของพระอรหัต จตุตถฌาน หรืออุปจารของจตุตถฌาน.
ในคำว่า สมฺปสาเท สติ นี้ ความผ่องใสมี ๒ อย่าง คือความผ่องใสด้วยการน้อมใจเชื่อ และความผ่องใสด้วยการได้มา. ก็เมื่อมหาภูตรูปเป็นต้นปรากฏแก่พระโยคาวจรผู้เริ่มตั้งวิปัสสนา เพื่อพระอรหัตอยู่ มหาภูตรูปเหล่านี้ย่อมปรากฏ อุปาทายรูปย่อมปรากฏ นามรูปย่อมปรากฏโดยทำนองใด. ปัจจัยทั้งหลายย่อมปรากฏโดยประการทั้งปวง วิปัสสนาอันมีลักษณะของตนเป็นอารมณ์ย่อมปรากฏโดยทำนองนั้น. ความหวังในพระอรหัตที่ยังไม่ได้นั่นแลว่า เราจักยึดเอาพระอรหัตให้ได้ในวันนี้ ดังนั้น ย่อมตั้งอยู่ ชื่อว่าย่อมได้ความน้อมใจเชื่อ.
อีกอย่างหนึ่ง พระโยคาวจรทำตติยฌานให้เป็นบาท ทำกสิณบริกรรมเพื่อต้องการจตุตถฌาน พิจารณาเห็นการข่มนิวรณ์เป็นต้น ย่อมข่มนิวรณ์เหล่านี้ได้ โดยทำนองใดกิเลสทั้งหลายย่อมสงบ สติย่อมตั้งมั่น สังขารปรากฏชัดแจ่มแจ้ง เหมือนโลกอื่นปรากฏแก่ท่านผู้ได้ทิพยจักษุ. จิตตุปบาทย่อมตั้งมั่นด้วยอุปจารสมาธิ เหมือนติดอยู่ที่ก้อนปูนฉาบ ความหวังในฌานที่ยังไม่ได้ว่าเราจักทำจตุตถฌานให้เกิดในวันนี้แหละดังนี้ ย่อมตั้งอยู่ ชื่อว่าได้เฉพาะการน้อมใจเชื่อโดยทำนองนั้น นี้ชื่อว่าความผ่องใสด้วยการน้อมใจเชื่อ. เมื่อความผ่องใสนี้มีอยู่. ก็ท่านผู้ใดได้พระอรหัตหรือจตุตถฌาน จิตของท่านผู้นั้น ย่อมผ่องใสแท้. ก็ในที่นี้ เพราะพระบาลีว่า “จิตย่อมผ่องใสในอายตนะ” การได้วิปัสสนาเพื่อพระอรหัต และอุปจารแห่งจตุตถฌาน พึงทราบว่า ความผ่องใสด้วยการได้.
จริงอยู่ วิปัสสนาเป็นเหตุแห่งการน้อมใจเชื่อด้วยปัญญา อุปจารเป็นเหตุแห่งการถึงอาเนญชสมาบัติ. ในคำนี้ที่ว่า เข้าถึงอาเนญชสมาบัติ หรือน้อมใจเชื่อด้วยปัญญาในปัจจุบัน ดังนี้ พึงเปลี่ยนบทนี้ เสีย (บ้าง) ว่า น้อมใจเชื่อด้วยปัญญา หรือเข้าถึงอาเนญชสมาบัติในปัจจุบัน ดังนี้ แล้วพึงทราบเนื้อความ (ตามนั้น) ท่านอธิบายว่า เมื่อความผ่องใสนั้นมีอยู่ ย่อมน้อมใจเชื่อด้วยปัญญาในปัจจุบัน. อธิบายว่า ทำให้แจ้งพระอรหัต หรือว่า เมื่อยังไม่รู้แจ้งพระอรหัตนั้น ย่อมเข้าถึงอาเนญชสมาบัติ.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที