คำว่า ตีณิ โหนฺติ หมายความว่า บทว่า สญฺญี อตฺตา ดังนี้เป็นต้น เป็น ๓ อย่างนี้ คือ เป็น ๑ เนื่องด้วยอัตตา สงบ นอกนี้ อีก ๒ (คือ ขาดสูญและนิพพานในปัจจุบัน)

บทว่า รูปึ วา ได้แก่ มีรูป ด้วยกรัชรูป หรือกสิณรูป. ผู้ได้ในอัตตามีรูปนั้น ย่อมถือเอากสิณรูปว่า อัตตา ผู้ตรึกในกสิณรูป ย่อมถือเอารูปแม้ทั้งสองทีเดียว.

บทว่า อรูปึ ความว่า ทั้งผู้ได้และผู้ตรึกทั้งสอง เมื่อบัญญัตินิมิตในอรูปสมาบัติ หรืออรูปธรรมที่เหลือ เว้นสัญญาขันธ์ย่อมบัญญัติอย่างนั้น. ก็ทิฏฐิที่สามเป็นไปด้วยอำนาจการถือเจือปนกัน ทิฏฐิที่สี่เป็นไปด้วยการถือเอาด้วยการตรึกเอาเท่านั้น. พึงทราบว่า ในจตุกกะที่สอง ตรัสทิฏฐิที่หนึ่งด้วยวาทะที่ถึงพร้อม ตรัสทิฏฐิที่สองด้วยวาทะที่ไม่ถึงพร้อม ตรัสทิฏฐิที่สามด้วยอำนาจกสิณบริกรรม ขนาดกระด้งหรือขนาดขันจอก ตรัสทิฏฐิที่ ๔ ด้วยอำนาจกสิณที่กว้างใหญ่.

คำว่า เอตํ วา ปเนเตสํ อุปาติวตฺตตํ ดังนี้ ตรัสไว้โดยสังเขปด้วยบทว่า สัญญี อธิบายว่า ก้าวล่วงสัญญาทั้ง ๗ หมวด. อาจารย์อีกพวกหนึ่งกล่าวว่า ๘ หมวด. คำทั้งสองนั้นจักมีแจ้งข้างหน้า.

เล่มที่ ๑๔ มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์๓๒

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “๒. ปัญจัตตยสูตร”