ในอุเบกขา ๒ อย่างนั้นเพราะอุเบกขาในรูปเป็นอย่างหนึ่ง อุเบกขาในเสียงเป็นต้นอย่างหนึ่ง. ก็อุเบกขาในรูปย่อมไม่มีในเสียงเป็นต้น. อุเบกขาในรูปเท่านั้น ทำรูปเท่านั้นให้เป็นอารมณ์. เสียงเป็นต้นย่อมไม่ทำรูปและความเป็นอุเบกขาให้เป็นอารมณ์. สมถอุเบกขาอื่นๆ ก็คือ อุเบกขาที่ทำปฐวีกสิณให้เป็นอารมณ์เกิดขึ้น. อุเบกขาอื่นๆ คือ อุเบกขาที่เกิดขึ้นเพราะทำอาโปกสิณเป็นต้นให้เป็นอารมณ์. เพราะฉะนั้น เมื่อจะทรงจำแนกความเป็นต่างๆ และอาศัยอารมณ์ต่างๆ จึงตรัสว่า อตฺถิ ภิกฺขเว อุเปกฺขา รูเป เป็นต้น ก็เพราะอากาสานัญจายตนะ หรือวิญญาณัญจายตนะ เป็นต้น ไม่มีสอง หรือสาม. เพราะฉะนั้น เมื่อทรงจำแนกอาศัยอารมณ์หนึ่ง จึงตรัสว่า อตฺถิ ภิกฺขเว อุเปกขา อากาสานญฺจายตนนิสฺสิตา ดังนี้เป็นต้น.

บรรดาอุเบกขาเหล่านั้น อากาสานัญจายตนูเบกขาอาศัยอากาสานัญจายตนะด้วยอำนาจที่เป็นสัมปยุต. วิปัสสนูเบกขาของภิกษุผู้เห็นแจ้งอากาสานัญจายตนขันธ์อาศัยอากาสานัญจายตนะ ด้วยอำนาจแห่งอารมณ์. ในอุเบกขาแม้ที่เหลือก็นัยนี้เหมือนกัน. ทรงให้ละรูปาวจรกุศลสมาบัติอุเบกขาด้วยอรูปาวจรสมาบัติอุเบกขา ทรงให้ละรูปาวจรวิปัสสนูเบกขาด้วยอรูปาวจรวิปัสสนูเบกขา ในบทนี้ว่า ตํ ปชหถ ดังนี้.

ตัณหาชื่อว่า ตมฺมยตา ในบทนี้ว่า อตมฺมยตํ. วิปัสสนาอันให้ถึงการออกจากการกลุ้มรุมของตัณหานั้น เรียกว่า อตมฺมยตา. ย่อมละอรูปาวจรสมาบัติ อุเบกขาและวิปัสสนูเบกขา ด้วยวุฏฐานคามินีวิปัสสนา ในบทนี้ว่า ตํ ปชหถ.

บทว่า ยทริโย ความว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เป็นอริยเจ้าย่อมทรงเสพสติปัฏฐานเหล่าใด. ทรงตั้งพระสติในฐานะ ๓ อย่างนั้น พึงทราบว่า ทรงเสพสติปัฏฐาน.

เล่มที่ ๑๔ มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์๖๐๔

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “๗. สฬายตนวิภังคสูตร”