เล่ากันมาว่า พอคฤหบดีนั้นเกิดในชั้นดุสิตเท่านั้น ก็เห็นอัตภาพขนาดสามคาวุต โชติช่วงเหมือนกองทอง และสมบัติมีอุทยานและวิมานเป็นต้น จึงสำรวจดูว่า สมบัติของเรานี้ยิ่งใหญ่ เราได้ทำอะไรไว้ในถิ่นมนุษย์หนอแล เห็นการกระทำอย่างยิ่งในไตรรัตน์ จึงคิดว่า ความเป็นเทพนี้เป็นที่ตั้งแห่งความประมาท เพราะว่าเมื่อเรามัวชื่นชมสมบัตินี้ ก็จะต้องมีความหลงลืมสติบ้างก็ได้ เอาล่ะ เราจะไปกล่าวชมพระเชตวันของเรา พระภิกษุสงฆ์ พระตถาคตเจ้า อริยมรรคและพระสารีบุตรเถระ มาจากนั้นแล้วจึงจะค่อยเสวยสมบัติ. เทพบุตรนั้นจึงได้ทำอย่างนั้น. เพื่อแสดงข้อความนั้น ท่านจึงกล่าวคำว่า ครั้งนั้นแล อนาถปิณฑิกะ เป็นต้น.

ในคำเหล่านั้น คำว่า ที่พวกฤษีซ่องเสพแล้ว ได้แก่ ที่หมู่ภิกษุซ่องเสพเสพแล้ว.

ครั้นกล่าวชมพระเชตวันด้วยคาถาแรกอย่างนี้แล้ว บัดนี้ เมื่อจะกล่าวชมอริยมรรค จึงได้กล่าวคำว่า การงานและความรู้ เป็นต้น.

ในคำเหล่านั้น คำว่า การงาน หมายถึงมรรคเจตนา.

เล่มที่ ๑๔ มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์๗๓๗

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “๑. อนาถปิณฑิโกวาทสูตร”