ภิกษุมีความสำคัญในสิ่งที่ไม่น่าเกลียดว่าน่าเกลียดอย่างไร คือ ภิกษุแผ่ไปด้วยอสุภ หรือน้อมนำเข้าไปโดยความไม่เที่ยง ในวัตถุที่น่าปรารถนา ภิกษุย่อมมีความสำคัญในสิ่งที่ไม่น่าเกลียดว่า น่าเกลียดอย่างนี้.

ภิกษุเป็นผู้มีความสำคัญทั้งในสิ่งที่น่าเกลียดและไม่น่าเกลียดว่า ไม่น่าเกลียดอย่างไร คือ ภิกษุย่อมแผ่เมตตาไปหรือน้อมเข้าไปโดยความเป็นธาตุ ทั้งในวัตถุที่ไม่น่าปรารถนาและน่าปรารถนา อย่างนี้ชื่อว่าเป็นผู้มีความสำคัญ ในสิ่งที่น่าเกลียดและไม่น่าเกลียดว่า ไม่น่าเกลียด.

อย่างไร ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้มีความมีสำคัญในสิ่งที่ไม่น่าเกลียดและน่าเกลียดว่า น่าเกลียด คือ ภิกษุแผ่อสุภไปหรือน้อมนำไปโดยความเป็นของไม่เที่ยง ในวัตถุที่น่าปรารถนาและไม่น่าปรารถนา อย่างนี้ชื่อว่าเป็นผู้มีความสำคัญ ในสิ่งไม่น่าเกลียดและน่าเกลียดว่าน่าเกลียด.

อย่างไรชื่อว่า ภิกษุเป็นผู้วางเฉย มีสติสัมปชัญญะ เว้นสิ่งที่น่าเกลียด ไม่น่าเกลียด และสิ่งทั้งสองอย่างนั้นได้อย่างเด็ดขาดเป็นอย่างยิ่ง. คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้เห็นรูปด้วยตาไม่ยินดี ไม่ยินร้าย เป็นผู้เฉยๆ มีสติสัมปชัญญะ ฯลฯ รู้แจ้งธรรมารมณ์ด้วยใจ ก็ไม่ยินดี ไม่ยินร้าย เป็นผู้เฉยๆ มีสติสัมปชัญญะ. อย่างนี้ชื่อว่าเป็นผู้เว้นสิ่งน่าเกลียดไม่น่าเกลียด และสิ่งทั้งสองอย่างนั้นได้เด็ดขาดอย่างยิ่ง เป็นผู้เฉยๆ มีสติสัมปชัญญะอยู่. ๑- ____________________________ ๑- ขุ. ปฏิ. เล่ม ๓๑/ข้อ ๖๙๐

เล่มที่ ๑๔ มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์๘๐๒

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “๑๐. อินทริยภาวนาสูตร”