กิจจาธิกรณ์ระงับด้วยสมถะเดียว คือสัมมุขาวินัยเท่านั้น. อธิกรณ์ ๔ นี้ย่อมระงับด้วยสมถะ ๗ อย่างนี้ตามควร. เพราะเหตุนั้น จึงตรัสว่า พึงให้สัมมุขาวินัย ฯลฯ ติณวัตถารกะ เพื่อสงบ เพื่อระงับอธิกรณ์ทั้งหลายที่เกิดขึ้นแล้วเกิดขึ้นเล่าดังนี้.

นัยแห่งการวินิจฉัยในเรื่องอธิกรณสมถะนี้ เพียงเท่านี้. ส่วนความพิสดารมาในสมถขันธกะนั้นแล. แม้การวินิจฉัยอธิกรณ์นั้น ก็ได้กล่าวไว้แล้วในสมันตปาสาทิกา.

ก็ในพระสูตรนี้ ความพิสดารมีเป็นต้นว่า อิธานนฺท ภิกฺขู วิวทนฺติ ดังนี้ ซึ่งได้กล่าวไว้แล้วนั้น พึงทราบว่า ตรัสไว้โดยนัยนั้น โดยสังเขปแท้.

พึงทราบวินิจฉัยในคำว่า ธรรม เป็นต้น ในพระบาลีนั้นโดยปริยายแห่งพระสูตรก่อน. กุศลกรรมบถ ๑๐ ชื่อว่าธรรม อกุศลกรรมบถ ๑๐ ชื่อว่าอธรรม. โพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ ซึ่งมาในหนหลังว่า สติปัฏฐาน ๔ เป็นต้นก็ชื่อว่าธรรมเหมือนกัน. สภาวธรรมนี้คือ สติปัฏฐาน ๓ สัมมัปปธาน ๓ อิทธิบาท ๓ อินทรีย์ ๖ พละ ๖ โพชฌงค์ ๘ และมรรคมีองค์ ๙ และสังกิลิฏฐธรรม มีอาทิว่า อุปาทาน ๔ นิวรณ์ ๕ ดังนี้ ชื่อว่าอธรรม.

เล่มที่ ๑๔ มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์๙๒

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “๔. สามคามสูตร”