ตอบว่า เพราะในกาลใด พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมมีพระประสงค์จะเสด็จไปในที่ไหนๆ แต่ผู้เดียว ในเวลาภิกษาจาร พระองค์ทรงปิดพระทวาร ทรงประทับนั่งในภายในพระคันธกุฎี. ภิกษุทั้งหลายรู้ด้วยสัญญานั้นว่า วันนี้พระผู้มีพระภาคเจ้ามีพระประสงค์จะเสด็จเที่ยวบิณฑบาตแต่พระองค์เดียว พระองค์ได้ทรงเห็นบุคคลที่ควรแนะนำสักคนหนึ่งเป็นแน่แท้. ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้นถือบาตรและจีวรของตน กระทำประทักษิณพระคันธกุฎี ถวายบังคมแล้วไปสู่ที่ภิกษาจาร. ในกาลนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงกระทำอย่างนั้น. เพราะเหตุนั้น ภิกษุทั้งหลายจึงไม่ติดตาม.

บทว่า ปริเวสนา วตฺตติ ความว่า การเลี้ยงอาหารของชาวนา ๕๐๐ ผู้นั่งถือภาชนะทองเป็นต้นเหล่านั้นเป็นอันกระทำค้างไว้.

บทว่า เอกมนฺตํ อฏฺฐาสิ ความว่า ประทับยืนในที่ที่คนยืนแล้วพราหมณ์จะเห็นได้ คือในที่สูงมีความผาสุกในทัสสนูปจารเห็นปานนั้น.

ก็แล ครั้นพระองค์ประทับยืนแล้วทรงเปล่งรัศมีพระวรกายมีสีเหลืองดังทองธรรมชาติโดยรอบ ไพโรจน์ล่วงรัศมีพระจันท์และพระอาทิตย์ แผ่คลุมโรงงาน ฝาเรือน ต้นไม้และก้อนดิน ที่ไถเป็นต้นของพราหมณ์ได้เป็นเสมือนทำด้วยทอง.

เล่มที่ ๑๕ สังยุตตนิกาย สคาถวรรค๑,๒๑๑

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “๑. กสิสูตร”