บทว่า วุฏฺฐิ ได้แก่ ฝนหลายอย่างเป็นต้นว่า น้ำฝน ลมเจือฝน. ในที่นี้ประสงค์เอาน้ำฝน. เหมือนอย่างว่า ข้าวกล้าของพราหมณ์มีพืชเป็นมูล มีน้ำฝนช่วยอย่างดี ย่อมงอกไม่เหี่ยวแห้ง ย่อมผลิตผลฉันใด ธรรมทั้งหลายมีศีลเป็นต้นของพระผู้มีพระภาคเจ้าก็ฉันนั้น มีศรัทธาเป็นมูล มีอินทริยสังวรช่วยอนุเคราะห์ ย่อมงอกงามไม่เหี่ยวแห้ง ย่อมผลิตผล เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ตโป วุฏฺฐิ ดังนี้.

เม ศัพท์ที่ท่านกล่าวไว้ในคำว่า ปญฺญา เม นี้ พึงประกอบแม้ในบทต้นๆ ว่า สทฺธา เม พีชํ ตโป เม วุฏฺฐิ. ด้วยคำนั้น ท่านแสดงไว้อย่างไร.

ท่านแสดงไว้ว่า ดูก่อนพราหมณ์ เมื่อนาที่ท่านหว่านไว้แล้ว ถ้ามีฝน ข้อนั้นเป็นการดี ถ้าไม่มีก็จำต้องให้น้ำก่อนฉันใด เราใช้เชือกคือใจผูกแอกและไถ ซึ่งมีงอนคือหิริให้ติดกัน เทียมโคคือความเพียร แทงด้วยประตักคือสติ เมื่อหว่านพืชคือศรัทธา ลงในนาคือจิตสันดานของตน ชื่อว่าฝนไม่มี เราก็ใช้ตบะคืออินทริยสังวรตลอดกาลเป็นนิจ เป็นน้ำฝนฉันนั้น.

บทว่า ปญฺญา ได้แก่ ปัญญาหลายอย่างต่างโดยปัญญาฝ่ายกามาวจรเป็นต้น. แต่ในที่นี้ ท่านประสงค์มรรคปัญญา พร้อมด้วยวิปัสสนา.

เล่มที่ ๑๕ สังยุตตนิกาย สคาถวรรค๑,๒๒๐

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “๑. กสิสูตร”