จงเห็นเถิดท่านพราหมณ์ พืชคือศรัทธานี้ น้ำฝนคือตบะช่วยเหลือแม้การไถ เราใช้เชือกคือใจผูกแอกและไถคือปัญญาและงอนไถคือหิริไว้ด้วยกัน ใช้ไถคือปัญญาตอกผาลคือสติ ยึดประตักคือสติคุ้มครองด้วยการควบคุมกายวาจาและอาหาร ใช้สัจจะเป็นเครื่องดายหญ้า นำธุรโธรัยหะคือความเพียรซึ่งให้เกิดโสรัจจะมุ่งตรงพระนิพพานอันเป็นแดนเกษมจากโยคะไม่ถอยกลับ ไถแล้วการไถให้ถึงสามัญญผล ๔ อย่างซึ่งเป็นที่สุดแห่งการงาน ดังนี้.

บทว่า สา โหติ อมตปฺผลา ความว่า การไถนี้นั้นย่อมมีผลเป็นอมตะ. พระนิพพาน ท่านเรียกว่าอมตะ. อธิบายว่า การไถนั้นมีพระนิพพานเป็นอานิสงส์. การไถนี้นั้นจะมีผลเป็นอมตะเฉพาะเราผู้เดียวเท่านั้นก็หามิได้ ใครๆ จะเป็นกษัตริย์พราหมณ์แพศย์สูทรก็ตาม คฤหัสถ์หรือบรรพชิตก็ตามไถอย่างนี้ ครั้นไถอย่างนี้แล้ว เขาทั้งหมดย่อมพ้นทุกข์ทั้งปวงโดยแท้แล.

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเทศนาแก่พราหมณ์ ยกพระนิพพานแสดงเป็นเรื่องสุดท้าย จบลงด้วยยอดคือพระอรหัต ด้วยประการฉะนี้.

ต่อแต่นั้น พราหมณ์ฟังพระธรรมเทศนาซึ่งมีเนื้อความลึกซึ้งแล้ว ทราบว่าคนบริโภคผลแห่งการไถนาของเรา ย่อมจะหิวในวันรุ่งขึ้นเป็นแน่ แต่คนบริโภคผลแห่งการไถที่เป็นอมตะนี้ ย่อมพ้นจากทุกข์ทั้งปวง ดังนี้ มีความเลื่อมใส เมื่อจะแสดงทำอาการเลื่อมใส จึงกล่าวคำเป็นต้นว่า ภุญฺชตุ ภวํ โคตโม ดังนี้.

เล่มที่ ๑๕ สังยุตตนิกาย สคาถวรรค๑,๒๓๓

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “๑. กสิสูตร”