แต่ในที่นี้ควรใช้ในอรรถ ๒ อย่างคือ มยา สุตํ แปลว่า ข้าพเจ้าสดับแล้ว และ มม สุตํ แปลว่า การสดับของข้าพเจ้า. ว่าด้วย สุต ศัพท์

สุตศัพท์ในบทว่า สุตํ นี้เป็นทั้งศัพท์มีอุปสรรคและไม่มีอุปสรรค จำแนกอรรถได้มิใช่น้อย เช่นอรรถว่าการไป ว่าปรากฏแล้ว ว่ากำหนัด ว่าสั่งสม ว่าขวนขวาย ว่าสัททารมณ์ที่รู้ได้ด้วยโสต และรู้ตามแนวแห่งโสตทวารเป็นต้น.

จริงอย่างนั้น สุต ศัพท์นี้มีอรรถว่าไป ในประโยคว่า เสนาย ปสุโต เป็นต้น แปลว่า เสนาเคลื่อนไป. สุตศัพท์มีอรรถว่ามีธรรมอันปรากฏแล้ว ในประโยคว่า สุตธมฺมสฺส ปสฺสโต เป็นต้น แปลว่า มีธรรมอันสดับแล้ว เห็นอยู่. สุตศัพท์มีอรรถว่าเปียกชุ่มด้วยราคะและไม่เปียกชุ่มด้วยราคะ เช่นในประโยคว่า อวสฺสุตา อนวสฺสุตสฺส เป็นต้น แปลว่า ภิกษุณีกำหนัดยินดีแล้วต่อบุคคลผู้ไม่กำหนัดยินดีแล้ว. สุตศัพท์มีอรรถว่าสั่งสม ในประโยคว่า ตุมฺเหหิ ปุญฺญํ ปสุตํ อนปฺปกํ เป็นต้น แปลว่า บุญมิใช่น้อยอันท่านทั้งหลายสั่งสมแล้ว. สุตศัพท์มีอรรถว่าขวนขวายคือการประกอบเนืองๆ ในฌาน เช่นประโยคว่า เย ฌานปสุตา ธีรา เป็นต้น แปลว่า นักปราชญ์ทั้งหลายเหล่าใดขวนขวายแล้วในฌาน.

สุตศัพท์มีอรรถว่าสัททารมณ์อันบุคคลพึงรู้ด้วยโสต เช่นในประโยคว่า ทิฏฺฐํ สุตํ มุตํ เป็นต้น แปลว่า รูปอันเราเห็นแล้ว เสียงอันเราฟังแล้ว หมวดสามแห่งธรรมอันเราทราบแล้ว.

เล่มที่ ๑๕ สังยุตตนิกาย สคาถวรรค๑๔

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “๑. โอฆตรณสูตร”