ด้วยบทว่า วิมุตฺตสฺมึ เป็นต้น ตรัสปัจจเวกขณญาณ. จบอรรถกถาอัสสุตวตาสูตรที่ ๑

๑. อัสสุตวาสูตร [ฉบับเฉลิมพระเกียรติฯ]

๗. มหาวรรค ๑. อัสสุตวาสูตร ว่าด้วยปุถุชนผู้มิได้สดับ ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระกาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อาราม ของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสดังนี้ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ปุถุชน ๑- ผู้มิได้สดับ ๒- แล้วพึงเบื่อหน่ายได้บ้าง พึง คลายกำหนัดได้บ้าง พึงหลุดพันได้บ้าง ในร่างกายซึ่งเกิดมาจากมหาภูตรูป ๔ นี้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะเหตุว่าความเจริญก็ดี ความเสื่อมก็ดี ความ เกิดก็ดี ความตายก็ดีย่อมปรากฎแก่ร่างกายซึ่งเกิดมาจากมหาภูตรูป ๔ นี้ ฉะนั้น ปุถุชนผู้มิได้สดับแล้วจึงเบื่อหน่ายได้บ้าง คลายกำหนัดได้บ้าง พ้นได้บ้างในร่างกายนั้น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แต่ว่าในสิ่งที่ตถาคตเรียกว่า 'จิต' ๓- บ้าง 'มโน' ๓- บ้าง วิญญาณ' ๓- บ้างนั้น ปุถุชนผู้มิได้สดับแล้วไม่อาจที่จะเบื่อหน่ายได้ ไม่ ๑- ปุถุชน คนที่ยังมีกิเลสหนา สามารถก่อกิเลสอย่างหนานานัปการให้เกิดได้ตลอดเวลา หมายถึง คนธรรมดาทั่วไป ซึ่งยังไม่เป็นอริยบุคคล มี ๒ ประเภท คือ อันธปุถุชน คนโง่เขลาที่ไม่ สามารถพัฒนาตนให้เป็นอริยบุคคล และกัลยาณปุถุชน คนที่สามารถพัฒนาตนให้เป็นอริยบุคคลได้ (นัย ที.สี.อ. ๕๘, ม.มู.อ. ๑/๒๒, สํ.นิ.อ. ๑๑๑) ๒- ผู้มิได้สดับ หมายถึงเป็นผู้เว้นจากการศึกษาเล่าเรียน การสอบถาม การวินิจฉัยในสภาวธรรม ต่างๆ เช่น ขันธ์ ธาตุ อายตนะ ปัจจยาการ และสติปัฏฐาน เป็นต้น (ม.มู.อ. ๑/๒๑, สํ.นิ.อ. ๑๑๑) ๓- จิต มโน วิญญาณ ทั้ง ๓ คำนี้เป็นชื่อของมนายตนะ (อายตนะคือใจ) ที่เรียกว่า จิต เพราะเป็น ศูนย์รวม เป็นที่โคจรแล่นอยู่แห่งความคิด และเพราะเป็นตัวคิดสัมปยุตตธรรรม ที่เรียกว่า มโน เพราะเป็นธรรมชาติรับรู้ ที่เรียกว่า วิญญาณ เพราะเป็นธาตุรู้แจ้งอารมณ์ (สํ.นิ.อ. ๑๑๒) อาจที่จะคลายกำหนัดได้ ไม่อาจที่จะหลุดพ้นได้เลย ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร เพราะเหตุว่าจิตนี้อันปุถุชนผู้มิได้สดับแล้วรวบไว้ ถือไว้ ยึดไว้ด้วยตัณหาทิฏฐิ มาเป็นเวลาช้านานแล้วว่า 'นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นอัตตาของเรา' ฉะนั้น ปุถุชนผู้มิได้สดับแล้วจึงไม่อาจที่จะเบื่อหน่ายได้ ไม่อาจที่จะคลาย กำหนัดได้ ไม่อาจที่จะหลุดพ้นในจิตนั้นได้เลย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การที่ปุถุชนผู้มิได้สดับแล้วพึงยึดมั่นร่างกายซึ่งเกิด มาจากมหาภูตรูป ๔ นี้โดยความเป็นอัตตายังดีกว่า แต่การยึดมั่นจิตโดยความ เป็นอัตตาไม่ดีเลย ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร เพราะเหตุว่าร่างกายซึ่งเกิดมา จากมหาภูตรูป ๔ นี้ย่อมปรากฎว่าดำรงอยู่ได้ ๑ ปีบ้าง ๒ ปีบ้าง ๓ ปีบ้าง ๔ ปีบ้าง ๕ ปีบ้าง ๑๐ ปีบ้าง ๒๐ ปีบ้าง ๓๐ ปีบ้าง ๔๐ ปีบ้าง ๕๐ ปีบ้าง ๑๐๐ ปีบ้าง เกิน ๑๐๐ ปีบ้าง แต่ว่าสิ่งที่ตถาคตเรียกว่า 'จิต' บ้าง 'มโน' บ้าง 'วิญญาณ' บ้าง นั้น ในตอนกลางคืนและตอนกลางวัน ดวงหนึ่งเกิดขึ้น ดวงหนึ่งก็ดับไป ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย วานรเมื่อท่องเที่ยวไปในป่าใหญ่ย่อมยึดกิ่งไม้ไว้ ปล่อยกิ่งนั้น แล้วก็ยึดกิ่งอื่น ปล่อยกิ่งอื่นนั้นแล้วก็เหนี่ยวกิ่งใหม่ต่อไป แม้ฉันใด สิ่งที่ ตถาคตเรียกว่า 'จิต' บ้าง 'มโน' บ้าง 'วิญญาณ' บ้างนั้นในตอนกลางคืน และตอนกลางวัน ดวงหนึ่งเกิดขึ้น ดวงหนึ่งดับไป ฉันนั้นเหมือนกันแล ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้สดับแล้วย่อมใสใจโดยแยบคายด้วยดี ซึ่งปฏิจจสมุปบาทในร่างกายและจิตนั้นว่า 'เพราะเหตุดังนี้ เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้ จึงมี เพราะสิ่งนี้เกิดขึ้น สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น เมื่อสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้จึงไม่มี เพราะ สิ่งนี้ดับ สิ่งนี้จึงดับ คือ เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร เพราะสังขาร เป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป เพราะ นามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส เป็นอันว่ากองทุกข์ทั้งมวลนี้ย่อมเกิด มีได้ด้วยอาการอย่างนี้ อนึ่ง เพราะอวิชชาดับโดยไม่เหลือด้วยมรรคคือ วิราคะ สังขารจึงดับ เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ ... เป็นอันว่ากอง ทุกข์ทั้งหมดนี้ย่อมดับได้ด้วยอาการอย่างนี้' ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้สดับแล้วเห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อ หน่ายทั้งในรูป ย่อมเบื่อหน่ายทั้งในเวทนา ย่อมเบื่อหน่ายทั้งในสัญญา ย่อม เบื่อหน่ายทั้งในสังขารทั้งหลาย ย่อมเบื่อหน่ายทั้งในวิญญาณ เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด เพราะคลายกำหนัด จึงหลุดพ้น เมื่อหลุดพ้นแล้ว ก็มี ญาณหยั่งรู้ว่าหลุดพ้นแล้ว รู้ชัดว่า 'ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มีอีก' ดังนี้แล” (๑) -----------------------------------------------------

เล่มที่ ๑๖ สังยุตตนิกาย นิทานวรรค๓๘๗

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “๑. อัสสุตวตาสูตร ที่ ๑”