@๔ ก. หริยมาเนสุ ๕ สี. ปุปฺผคนฺธาทิปุญฺญํ
โส จ โหติ อภิชฺฌาลูติ อิทํ โส กุลปุตฺโต "ทุกฺขสฺส อนฺตํ กริสฺสามี"ติอาทิวเสน จิตฺตํ อุปฺปาเทตฺวา ปพฺพชิโต, อปรภาเค ตํ ปพฺพชฺชํ ตถารูปํ กาตุํ น สกฺโกติ, ตํ ทสฺเสตุํ วุตฺตํ. ตตฺถ อภิชฺฌาลูติ ปรภณฺฑานํ อภิชฺฌายิตา. ติพฺพสาราโคติ พหลราโค. พฺยาปนฺนจิตฺโตติ ปูติภาเวน วิปนฺนจิตฺโต. ปทุฏฺฐมนสงฺกปฺโปติ ติขิณสิงฺโค วิย โคโณ ทิฏฺฐจิตฺโต. มุฏฺฐสฺสตีติ ภตฺตนิกฺขิตฺตกาโก วิย นฏฺฐสฺสติ, อิธ กตํ เอตฺถ นสฺสติ. อสมฺปชาโนติ นิปฺปญฺโญ. ขนฺธาทิปริจฺเฉทรหิโต. อสมาหิโตติ จณฺฑโสเต พทฺธนาวา วิย อุปจารปฺปนาภาเวน อสณฺฐิโต. วิพฺภนฺตจิตฺโตติ พนฺธารุฬฺหมโค ๑- วิย ภนฺตมโน. ปากตินฺทฺริโย ยถา คิหี ปุตฺตธีตโร โอโลเกนฺโต อสํวุตินฺทฺริโย โหติ, เอวํ อสํวุตินฺทฺริโย.
ฉวาลาตนฺติ ฉวานํ ทฑฺฒฏฺฐาเน อลาตํ. อุภโต ปทิตฺตํ มชฺเฌ คูถคตนฺติ ปมาเณน อฏฺฐงฺคุลมตฺตํ ทฺวีสุ ฐาเนสุ อาทิตฺตํ มชฺฌคูถมกฺขิตํ. เนว คาเมติ สเจ หิ ตํ ยุคนงฺคลโคปานสิปกฺขปาสกาทีนํ อตฺถาย อุปเนตุํ สกฺกา อสฺส, คาเม กฏฺฐตฺถํ ผเรยฺย. สเจ เขตฺตกุฏิยํ กฏฺฐตฺถรมญฺจกาทีนํ อตฺถาย อุปเนตุํ สกฺกา, อรญฺเญ กฏฺฐตฺถํ ผเรยฺย. ยสฺมา ปน อุภยถาปิ น สกฺกา, ตสฺมา เอวํ วุตฺตํ. คิหิโภคา จ ปริหีโนติ โย อคาเร วสนฺเตหิ คิหีหิ ทายชฺเช ภาชิยมาเน โภโค ๒- ลทฺธพฺโพ อสฺส, ตโต จ ปริหีโน. สามญฺญตฺถญฺจาติ อาจริยุปชฺฌายานํ โอวาเท ฐตฺวา ปริยตฺติปฏิเวธวเสน ปตฺตพฺพํ สามญฺญตฺถํ จ. อิมญฺจ ปน อุปมํ สตฺถา น ทุสฺสีลสฺส วเสน อาหริ, ปริสุทฺธสีลสฺส ปน อลสสฺส อภิชฺฌาทีหิ โทเสหิ อุปหตสฺส ปุคฺคลสฺส อิมํ อุปมํ อาหริ.