จักขุวิญญาณย่อมไม่กำหนัด ไม่ขัดเคือง ไม่หลง ซึ่งรูปนั้นฉันใด เมื่อรูปมาสู่คลอง (จักขุทวาร) ก็ฉันนั้น เราจักให้ชวนจิตเกิดขึ้นโดยประมาณแห่งสัมปฏิจฉนจิตเป็นต้นนั้น นั่นเองปรากฏ ไม่ให้ก้าวล่วงประมาณนั้นของสัมปฏิจฉนจิตเป็นต้นนั้นไป. เราจักไม่ให้ชวนะเกิดขึ้นด้วยอำนาจความกำหนัดเป็นต้น.
แม้ในคำว่า ได้ยินแล้ว (สุตํ) ทราบแล้ว (มุตํ) รู้สักว่ารู้ (วิญฺญาเณ วิญฺญาณมตฺตํ) ก็นัยเดียวกันนี้. อารมณ์ที่มโนทวาราวัชชนะรู้แล้ว ชื่อว่าเป็นอันรู้แล้ว (วิญฺญาตํ) ในคำว่า วิญฺญาเต วิญฺญาตมตฺตํ นี้ ชื่อว่าอาวัชนประมาณ เพราะรู้แล้วก็สักว่ารู้แล้ว. ในข้อนี้มีอธิบายดังนี้ว่า เราจักไม่ให้จิตเกิดขึ้นด้วยอำนาจความกำหนัดเป็นต้น แล้วตั้งจิตไว้โดยประมาณแห่งอาวัชชนจิตเท่านั้น โดยประการที่ชวนะจักไม่กำหนัด ไม่ขัดเคือง ไม่หลง.
บทว่า ยโต แปลว่า ในกาลใด. บทว่า ตโต แปลว่า ในกาลนั้น.
บทว่า น เตน ความว่า จักเป็นผู้ไม่กำหนัดด้วยราคะ ไม่ขัดเคืองด้วยโทสะ ไม่หลงด้วยโมหะนั้น.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที