เมื่อประชุมอินทรีย์ พละและโพชฌงค์เหมือนอย่างนั้นนั่นแลอีก พิจารณาสังขาร ข้ามกิเลสอันมรรคจิตที่ ๒ คือสกทาคามิมรรคจะพึงฆ่า แล้วดำรงอยู่ในผลจิตในลำดับต่อจากมรรคจิต แล้วกลับตรวจดูด้วยปัจจเวกขณญาณย่อมรู้ว่า บรรดากิเลสทั้งหลายที่มรรคจิตทั้ง ๔ พึงฆ่า เราละได้แล้ว ๒ ส่วนยังเหลืออยู่อีก ๒ ส่วน.

เมื่อประชุม อินทรีย์ พละและโพชฌงค์ เหมือนอย่างนั้นนั่นแลอีกพิจารณาสังขาร ข้ามกิเลสทั้งหลายที่มรรคจิตที่ ๓ คืออนาคามิมรรคจะพึงฆ่า แล้วดำรงอยู่ในผลจิต ในลำดับต่อจากมรรคจิต กลับตรวจดูด้วยปัจจเวกขณญาณย่อมรู้ว่า บรรดากิเลสทั้งหลายที่มรรคจิตทั้ง ๔ พึงฆ่าเราละได้แล้ว ๓ ส่วนยังเหลืออยู่ส่วนเดียว.

เมื่อประชุม อินทรีย์ พละและโพชฌงค์ เหมือนอย่างนั้นนั่นแลอีก พิจารณาสังขาร ข้ามกิเลสทั้งหลายที่มรรคจิตที่ ๔ คืออรหัตตมรรคจิตจะพึงฆ่า ดำรงอยู่ในผลจิต ในลำดับต่อจากมรรคจิต กลับตรวจดูด้วยปัจจเวกขณญาณย่อมรู้ว่า กิเลสทั้งหมดเราละได้แล้ว.

ลำดับนั้น ภิกษุนั้นนั่งบนอาสนะนั่นแล หรือในที่อื่น มีที่สถานที่พักกลางวันและที่พักกลางคืนแห่งใดแห่งหนึ่ง แล้วคิดว่า เราพ้นแล้วจากอนัตถะภาวะที่ไม่น่าปรารถนามีประมาณเท่านี้หนอ แล้วแนบสนิทผลสมาบัติ อันมีพระนิพพานเป็นอารมณ์ เป็นผู้มีจิตมีอารมณ์เป็นหนึ่งมีใจร่าเริงนั่งอยู่ เปรียบเหมือนบุรุษนั้นลอยแพไปในกระแสน้ำ ขึ้นน้ำยืนอยู่บนบก หรือเข้าไปยังพระนคร ไปปราสาทชั้นบนอันประเสริฐ คิดว่าเราพ้นแล้วจากอนัตถะภาวะที่ไม่น่าปรารถนามีประมาณเท่านี้หนอ มีจิตมีอารมณ์เป็นหนึ่ง มีใจร่าเริงยินดี นั่งอยู่ ฉะนั้น

เล่มที่ ๑๘ สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค๕๓๐

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “๑. อาสีวิสสูตร”