และบุคคลแม้เมื่อจะบอกว่าทองกวาวแดงเกิดมานานแล้วมีใบดกหนา จะไม่บอกอย่างอื่น คงบอกดอกทองกวาวนั่นแหละ ตามนัยที่ตนได้เห็นแล้วฉันใด พระขีณาสพผู้ได้บรรลุทัสสนวิสุทธิ ด้วยสามารถแห่งอุปาทานขันธ์ทั้ง ๕ ด้วยสามารถแห่งมหาภูตรูป ๔ หรือด้วยสามารถแห่งธรรมเป็นไปในภูมิ ๓ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน. เมื่อจะตอบปัญหานี้ ก็จะไม่ตอบอย่างอื่น คงตอบนิพพานนั่นเอง ที่เป็นทัสสนวิสุทธิ ตามมรรคที่ตนได้บรรลุแล้ว.

บรรดาคนเหล่านั้น ผู้เห็นทองกวาว ในเวลาทองกวาวดำ การเห็นนั้นเป็นเรื่องจริง เป็นของแท้ ไม่ใช่เขาเห็นอย่างอื่น เห็นทองกวาวนั่นแหละฉันใด พระขีณาสพแม้ผู้ได้บรรลุทัสสนวิสุทธิด้วยอำนาจแห่งผัสสายตนะก็ฉันนั้นเหมือนกัน ทัสสนะเป็นของจริง เป็นของแท้ ไม่ใช่ท่านบอกอย่างอื่น บอกพระนิพพานนั่นแหละที่เป็นทัสสนวิสุทธิ ตามมรรคที่ตนได้บรรลุแล้ว.

อนึ่ง แม้ผู้เห็นทองกวาว ในเวลามันมีสีแดงเกิดมานาน มีใบดกหนา การเห็นนั้นก็เป็นของจริง เป็นของแท้ ไม่ใช่เห็นอย่างอื่น เห็นทองกวาวนั่นแหละฉันใด พระขีณาสพแม้ผู้ได้บรรลุทัสสนวิสุทธิ ด้วยอำนาจอุปาทานขันธ์ทั้ง ๕ ด้วยอำนาจมหาภูตรูป ๔ (หรือ) ด้วยอำนาจธรรมที่เป็นไปในภูมิ ๓ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ทัสสนะเป็นของจริง เป็นของแท้ ท่านไม่ได้บอกสิ่งอื่น บอกนิพพานนั่นแหละที่เป็นทัสสนวิสุทธิ ตามมรรคที่ตนได้บรรลุ.

ถามว่า เพราะเหตุไร พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงเริ่มคำนี้ไว้ว่า เสยฺยถาปิ ภิกฺขุ รญฺโญ ปจฺจนฺติมํ นครํ.

เล่มที่ ๑๘ สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค๖๓๘

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “๘. กึสุกสูตร”