ตอบว่า ให้ตั้งขึ้น. แต่ว่าผลสมาบัติของภิกษุประกอบด้วยจตุตถฌาน ผลสมาบัตินั้นจึงไม่ยังลมอัสสาสปัสสาสะให้ตั้งขึ้น ประโยชน์อะไรด้วยลมอัสสาสปัสสาสะนั้น ผลสมาบัติถึงจะมีในปฐมฌานก็ตาม จะมีในทุติยฌาน ตติยฌานและจตุตถฌานก็ตาม จงยกไว้. เมื่อภิกษุออกจากสมาบัติแล้ว ลมอัสสาสปัสสาสะย่อมเป็นอัพโพหาริก (มีเหมือนไม่มี).

ความที่ลมอัสสาสปัสสาสะเหล่านั้นเป็นอัพโพหาริก พึงทราบได้ด้วยเรื่องของพระสัญชีวเถระ

ก็เมื่อพระสัญชีวเถระออกจากสมาบัติแล้ว เหยียบย่ำเดินไปบนถ่านเพลิงปราศเปลวไฟเช่นดอกทองกวาว แม้สักว่าเปลวไฟก็ไม่ไหม้จีวร แม้สักว่าอาการแห่งไออุ่นก็ไม่มี. เกจิอาจารย์ย่อมกล่าวว่า นั่นชื่อว่าผลของสมาบัติ. ท่านหมายอย่างนี้แลจึงกล่าวว่า เมื่อภิกษุออกจากผลสมาบัติ ลมอัสสาสปัสาสะก็เป็นอัพโพหาริก เพราะเหตุนั้นนั่นพึงทราบว่า ท่านกล่าวด้วยภวังคสมัยเท่านั้น.

บทว่า ตโต วจีสงฺขาโร ความว่า ต่อจากนั้น วจีสังขารย่อมเกิดขึ้นในเวลาค้นหาความประพฤติที่สำเร็จด้วยกิริยา.

เล่มที่ ๑๘ สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค๘๔๘

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “๖. กามภูสูตร ที่ ๒”