ก็เมื่อใด ผม เล็บ ขนของพระโยคาวจรนั้นยาว หรือว่าร่างกายมีโทษมาก และเปื้อนด้วยเหงื่อไคล เมื่อนั้นชื่อว่าวัตถุภายในไม่สดใส คือไม่หมดจด.
ก็เมื่อใด จีวรคร่ำคร่าเปื้อนเปรอะ เหม็นสาบ หรือว่าเสนาสนะรกเรื้อ เมื่อนั้นชื่อว่าวัตถุภายนอกไม่สดใส คือไม่สะอาด. เพราะฉะนั้น ควรทำวัตถุภายในให้สดใสด้วยการตัดผมเป็นต้น ด้วยการทำให้ร่ายกายเบาด้วยถ่ายยาทั้งเบื้องบนและเบื้องล่าง และด้วยการถูและอาบน้ำ. ควรทำวัตถุภายนอกให้สดใสด้วยทำสูจิกรรม การซักและของใช้เป็นต้น.
แม้ญาณในจิตและเจตสิกที่เกิดขึ้นในวัตถุภายในและภายนอกนั้นอันไม่สดใส ก็ไม่บริสุทธิ์ไปด้วย ดุจแสงของเปลวประทีปที่อาศัยโคม ไส้และน้ำมัน ไม่สะอาดเกิดขึ้นก็ไม่สะอาดไปด้วยฉะนั้น. เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า การทำวัตถุให้สละสลวยย่อมเป็นไปเพื่อความเกิดขึ้นแห่งธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ ดังนี้.
การทำอินทรีย์ทั้งหลายมีศรัทธาเป็นต้นให้เสมอกัน ชื่อว่าการปรับอินทรีย์ให้เสมอกัน. เพราะว่า ถ้าสัทธินทรีย์ของเธอแก่กล้า อินทรีย์นอกนี้อ่อน. ทีนั้น วิริยินทรีย์จะไม่อาจทำปัคคหกิจ (กิจคือการยกจิตไว้) สตินทรีย์จะไม่อาจทำอุปัฏฐานกิจ (กิจคือการอุปการะจิต) สมาธินทรีย์จะไม่อาจทำอวิกเขปกิจ (กิจคือทำจิตไม่ให้ฟุ้งซ่าน) ปัญญินทรีย์จะไม่อาจทำทัสสนกิจ (กิจคือการเห็นตามเป็นจริง). เพราะฉะนั้น สัทธินทรีย์อันกล้านั้นต้องทำให้ลดลงเสียด้วยพิจารณาสภาวะแห่งธรรมด้วยไม่ทำไว้ในใจ เหมือนเมื่อเขามนสิการ สัทธินทรีย์ที่มีกำลังนั้น.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที