เหมือนที่ท่านกล่าวไว้ว่า ผู้มีความสำคัญว่าไม่ปฏิกูลอยู่อย่างไร เธอแผ่ไปในสิ่งอันไม่น่าปรารถนาโดยเมตตา หรือพิจารณาโดยความเป็นธาตุ ดังนี้.

แม้ในบทที่คลุกเคล้ากันทั้งสอง ก็มีนัยนี้เหมือนกัน.

ก็เธอเมื่อทำในใจว่าไม่งามแผ่ไป หรือว่าไม่เที่ยงนั้นนั่นแล ทั้งในสิ่งไม่ปฏิกูลและปฏิกูล มีความสำคัญว่าปฏิกูลอยู่. ก็เธอทำการแผ่เมตตา หรือทำในใจถึงความเป็นธาตุนั้นนั่นแลทั้งในสิ่งปฏิกูลและไม่ปฏิกูล ชื่อว่ามีความสำคัญว่าไม่ปฏิกูลอยู่. แต่เมื่อปรารถนา ฉฬังคุเปกขาอันท่านกล่าวไว้โดยนัยเป็นต้นว่า ตาเห็นรูป ไม่ดีใจเลยดังนี้ พึงทราบว่า เธอแยกสิ่งทั้งสองนั้น ในสิ่งไม่ปฏิกูลหรือสิ่งปฏิกูลออกเสียแล้ว วางเฉย มีสติสัมปชัญญะอยู่ในสิ่งทั้งสองนั้น.

ก็เทศนา พึงแยกออกจากกัน เพราะมรรคโพชฌงค์ และอริยิทธิกับวิปัสสนา ทรงแสดงแก่ภิกษุนี้ผู้ยังฌานหมวด ๓ หรือฌานหมวด ๔ ให้เกิดแล้วด้วยเมตตา ทำฌานนั้นแลให้เป็นบาท เจริญวิปัสสนาบรรลุพระอรหัต ด้วยคำมีประมาณเท่านี้.

เล่มที่ ๑๙ สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค๕๐๘

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “เมตตสูตร”