ก็ภิกษุใด ท่านกล่าวว่า ผู้นี้ทั้งนำออกทั้งนำกลับนั้น พึงทราบด้วยอำนาจวัตรอันเป็นไปแล้วด้วยการไปและการกลับ.
จริงอยู่ กุลบุตรผู้ใคร่ประโยชน์ บวชในศาสนาอยู่ร่วมกัน ๑๐ รูปบ้าง ๒๐ รูปบ้าง ๓๐ รูปบ้าง ๔๐ รูปบ้าง ๕๐ รูปบ้าง ๑๐๐ รูปบ้าง กระทำข้อตกลงกันอยู่ว่า ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย พวกท่านบวชเพราะเป็นหนี้ก็หามิได้ เพราะกลัวก็หามิได้ เพราะเลี้ยงชีพก็หามิได้ ใคร่จะพ้นจากทุกข์ จึงบวชในธรรมวินัยนี้. เพราะฉะนั้น ในการเดินไปจงข่มกิเลสที่เกิดขึ้นในขณะเดิน ในการยืน ในการนั่ง ในการนอนจงข่มกิเลสที่เกิดขึ้น ในการยืน ฯลฯ ในการนอน.
ภิกษุเหล่านั้นกระทำข้อตกลงกันอย่างนี้แล้ว จึงไปหาอาหาร ในระหว่างกึ่งอุสภะ อุสภะหนึ่ง กึ่งคาวุต คาวุตหนึ่ง มีแผ่นหินอยู่ มนสิการกรรมฐานด้วยสัญญานั้นไป หากกิเลสเกิดขึ้นในการไปของใครๆ ย่อมข่มกิเลสนั้น ในที่นั้น เมื่อไม่สามารถยืนอยู่อย่างนั้น ถัดมา แม้มาหลังภิกษุนั้นก็ยืนอยู่. ภิกษุนี้นั้นรู้วิตกอันเกิดแก่ท่าน เตือนตนว่า นี้ไม่สมควรแก่ท่านแล้วเจริญวิปัสสนา ก้าวลงสู่อริยภูมิ ณ ที่นั้นเทียว. ข้อว่า เมื่อไม่สามารถนั่งอยู่อย่างนั้น มีนัยนี้เหมือนกัน แม้เมื่อไม่สามารถก้าวลงสู่อริยภูมิได้ ก็ข่มกิเลสนั้น มนสิการกรรมฐานไป. ภิกษุมีจิตปราศจากกรรมฐาน ย่อมยกเท้าขึ้นไม่ได้ หากยกขึ้นได้กลับไปกลับมาแล้วก็มาสู่ประเทศเดิม.
เหมือนท่านมหาปุสสเทวเถระผู้อยู่ในอาลินทกะ ฉะนั้น.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที