ก็แลแม้ในที่นี้ พึงทราบความมีประโยชน์และความสบายด้วยการเห็นเจดีย์ดังที่กล่าวแล้วในตอนต้นนั้นแล.

ก็การไม่ละกรรมฐาน ชื่อว่าโคจรสัมปชัญญะ เพราะฉะนั้น ผู้บำเพ็ญกรรมฐานมีขันธ์ธาตุอายตนะเป็นอารมณ์ก็ดี ผู้บำเพ็ญกรรมฐานมีกสิณเป็นต้นเป็นอารมณ์ก็ดี ด้วยอำนาจกรรมฐานของตนพึงทำการแลดู การเหลียวดูด้วยหัวข้อกรรมฐานทีเดียว.

ชื่อว่าอัตตาในภายใน ไม่มี การแลหรือการเหลียว ก็เมื่อจิตเกิดขึ้นว่าเราจักแลดูดังนี้ วาโยธาตุมีจิตเป็นสมุฏฐานกับจิตนั้นแล เกิดความไหว ย่อมเกิดขึ้น กลีบตาล่างจมเบื้องล่าง กลีบตาบนหนีไปในเบื้องบนด้วยการซ่านไปแห่งวาโยธาตุ อันเป็นกิริยาของจิต ไม่มีใครๆ ชื่อว่าเปิดได้โดยสะดวก. จากนั้น จักขุวิญญาณให้สำเร็จกิจคือความเห็นได้เกิดขึ้น ก็ความรู้อย่างนี้ ชื่อว่าอสัมโมหสัมปชัญญะในที่นี้.

ก็แลพึงทราบอสัมโมหสัมปชัญญะในที่นี้ ด้วยสามารถความเป็นมูล ปริญญา อาคันตุกะและตาวกาลิก.

เล่มที่ ๑๙ สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค๕๗๙

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “สติสูตร”