แม้ในเทศนา ผมทั้งหลายชื่อว่าข้างหน้าด้วยการแสดงอาการ ๓๒ มัตถลุงคัง (มันสมอง) ชื่อว่าข้างหลัง. ในสองอย่างเหล่านั้น ภิกษุรูปใดมุ่งมั่นในผม กำหนดจับผมเป็นต้น ด้วยอำนาจ สี สัณฐาน ทิศ โอกาส ห้ามความเกิดแห่งความเร่าร้อนในกิเลสในระหว่าง บำเพ็ญภาวนาไปจนถึงมันสมอง. ภิกษุรูปนั้น ชื่อว่าย่อมรู้ชัดว่าจิตของเราไม่ฟุ้งซ่านไปข้างหลังและข้างหน้า พ้นแล้ว มิได้ตั้งอยู่ ด้วยอำนาจผมกล่าวคือข้างหน้า และแห่งมันสมอง กล่าวคือข้างหลัง.

บทว่า เอวํ โข อานนฺท อปฺปณิธาย ภาวนา โหติ ความว่า

ดูก่อนอานนท์ ภาวนาย่อมมี เพราะมิได้ตั้งจิตไว้อย่างนี้ ก็กัมมัฏฐานภาวนาของภิกษุนี้ย่อมเป็นไป เพราะห้ามความเกิดขึ้นแห่งความเร่าร้อนทางกายเป็นต้นแห่งการเริ่มภาวนา เพื่อบรรลุพระอรหัต เหมือนคนได้น้ำอ้อยงบหนัก เมื่อนำไปยังเรือนของตน ไม่พักในระหว่าง เคี้ยวกินก้อนน้ำอ้อยงบเป็นต้น ที่ใส่ไว้ในพก ย่อมหยั่งเข้าไปบ้านของตนฉะนั้น เพราะฉะนั้น พระองค์จึงตรัสว่า ภาวนาย่อมมีเพราะมิได้ตั้งจิตไว้.

พึงทราบการเสวยความสุขในผลสมาบัติของภิกษุนี้ผู้บำเพ็ญกัมมัฏฐานถึงที่สุดแล้ว บรรลุพระอรหัต เหมือนคนนั้นนำอ้อยงบหนักไปยังบ้านของตนแล้ว บริโภคพร้อมด้วยพวกญาติ ฉะนั้น.

เล่มที่ ๑๙ สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค๖๓๒

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “ภิกขุนีสูตร”