บทว่า อานนท์จะพึงได้ในของรักของชอบใจนี้แต่ที่ไหน ความว่า เพราะเหตุนั้นใด จึงมีความต่างๆ กัน จากสิ่งที่เป็นที่รักที่ชอบใจ เพราะฉะนั้น บุคคลบำเพ็ญบารมี ๑๐ ก็ดี บรรลุสัมโพธิญาณก็ดี ให้ธรรมจักรเป็นไปก็ดี แสดงยมกปาฏิหาริย์ก็ดี ทำการก้าวลงจากเทวโลกก็ดี ร้องไห้บ้าง กล่าวอยู่บ้าง ก็ไม่อาจเพื่อจะได้เหตุที่เกิดแล้ว เป็นแล้ว ถูกปัจจัยปรุงแต่งแล้ว มีความแตกดับไปเป็นธรรมดานั้น ซึ่งมิใช่ฐานะมีอยู่ด้วยความปรารถนาว่า ขอพระสรีระแม้ของพระตถาคตเจ้านั้นอย่าแตกดับไปเลย.
บทว่า โส ปลุชฺเชยฺย ต้นไม้นั้นพึงทำลาย ความว่า ต้นไม้นั้นพึงแตก.
ในคำว่า เอวเมว โข ฉันนั้นเหมือนกันแล.
มีอธิบายว่า ภิกษุสงฆ์เหมือนต้นหว้าใหญ่สูงร้อยโยชน์. พระธรรมเสนาบดีเปรียบเหมือนลำต้นใหญ่ประมาณห้าสิบโยชน์ ทางทิศเบื้องขวาแห่งต้นไม้นั้น. พระเถระปรินิพพานแล้วเหมือนต้นไม้ใหญ่นั้นหักแล้ว ก็ไม่มีลำต้นอื่นที่สามารถเจริญขึ้นโดยลำดับแต่ต้นไม้ที่หักแล้วนั้น อันสามารถเพื่อให้ที่นั้นเต็มด้วยดอกและผลเป็นต้น. ความไม่มีภิกษุอื่นผู้ถึงที่สุดแห่งปัญญาสิบหกอย่างเช่นกับพระสารีบุตรผู้สามารถที่จะนั่งบนอาสนะข้างขวาแต่ภิกษุสงฆ์นั้น เหมือนต้นไม้ในทิศนั้น. ส่วนลำต้นพึงทราบว่า เกิดแล้ว.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที