(๑) สมัยใด สติของภิกษุย่อมตั้งมั่น ไม่หลงลืม สมัยนั้น สติ- สัมโพชฌงค์เป็นอันภิกษุปรารภแล้ว ภิกษุเจริญสติ- สัมโพชฌงค์ สติสัมโพชฌงค์จึงถึงความเจริญเต็มที่แก่ภิกษุ

(๒) เธอมีสติอยู่อย่างนั้น ค้นหาพิจารณาสอดส่องธรรมนั้น ด้วยปัญญา สมัยใด ภิกษุมีสติอยู่อย่างนั้น ค้นหา พิจารณาสอดส่องธรรมนั้นด้วยปัญญา สมัยนั้น ธัมม- วิจยสัมโพชฌงค์เป็นอันภิกษุปรารภแล้ว ภิกษุเจริญ ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์จึงถึงความเจริญ เต็มที่แก่ภิกษุ

(๓) เมื่อเธอค้นหาพิจารณาสอดส่องธรรมนั้นด้วยปัญญา ความเพียรอันไม่ย่อหย่อนชื่อว่าเป็นอันปรารภแล้ว สมัยใด ความเพียรไม่ย่อหย่อนเป็นอันภิกษุผู้ค้นคว้าพิจารณาสอด ส่องธรรมนั้นด้วยปัญญาปรารภแล้ว สมัยนั้น วิริย- สัมโพชฌงค์เป็นอันภิกษุปรารภแล้ว ภิกษุเจริญวิริย- สัมโพชฌงค์ วิริยสัมโพชฌงค์จึงถึงความเจริญเต็มที่แก่ภิกษุ

(๔) ปีติไม่มีอามิสย่อมเกิดแก่ภิกษุผู้ปรารภความเพียร สมัยใด ปีติไม่มีอามิสเกิดแก่ภิกษุผู้ปรารภความเพียร สมัยนั้น ปีติสัมโพชฌงค์ เป็นอันภิกษุปรารภแล้ว ภิกษุเจริญปีติ- สัมโพชฌงค์ ปีติสัมโพชฌงค์จึงถึงความเจริญเต็มที่แก่ภิกษุ

เล่มที่ ๑๙ สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค๑,๘๙๙

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “อานันทสูตร ที่ ๑”