ถ้าภิกษุใดมีจีวรหาย ๓ ผืน, ภิกษุนั้นพึงยินดี ๒ ผืน คือจักนุ่งผืนหนึ่ง ห่มผืนหนึ่ง แล้วแสวงหาอีกผืนหนึ่งจากที่แห่งภิกษุผู้เป็นสภาคกัน. ภิกษุใดมีจีวรหาย ๒ ผืน ภิกษุนั้นพึงยินดีผืนเดียว. ถ้าภิกษุเที่ยวไปโดยปกติด้วยอุตราสงค์กับอันตรวาสก พึงยินดี ๒ ผืน. เมื่อยินดีเช่นนั้น จักเป็นผู้เสมอกับภิกษุผู้ยินดีผืนเดียวนั่นเอง. หายผืนเดียว ไม่พึงยินดี. ภิกษุใดมีจีวรหายไปผืนเดียวในบรรดาจีวร ๓ ผืน ภิกษุนั้นไม่ควรยินดี. แต่บรรดาจีวร ๒ ผืนของภิกษุใดหายผืนเดียว เธอพึงยินดีผืนเดียว. แต่ของภิกษุใดมีผืนเดียวเท่านั้น และจีวรผืนนั้นหาย ภิกษุนั้นพึงยินดี ๒ ผืน. แต่สำหรับภิกษุนี้ เมื่อหายไปทั้ง ๕ ผืน พึงยินดี ๒ ผืน. เมื่อหาย ๔ ผืน พึงยินดีผืนเดียว. เมื่อหาย ๓ ผืน ไม่พึงยินดีอะไรๆ เลย. ก็ในจีวรที่หายไป ๒ ผืนหรือ ๑ ผืน จะต้องกล่าวไปทำไมเล่า?

จริงอยู่ ภิกษุรูปใดรูปหนึ่งพึงตั้งอยู่ในความเป็นผู้มีอุตราสงค์กับอันตรวาสกเป็นอย่างยิ่ง. ยิ่งกว่านั้นไปย่อมไม่ได้, คำดังกล่าวมานี้ เป็นลักษณะในข้อนี้.

สองบทว่า เสสกํ อาหริสฺสามิ มีความว่า ข้าพเจ้า จักทำจีวรสองผืนแล้ว จักนำผ้าที่เหลือมาคืนให้.

บทว่า น อจฺฉินฺนการณา มีความว่า พวกทายกถวายด้วยอำนาจแห่งคุณมีความเป็นพหูสูตเป็นต้น.

เล่มที่ ๒ มหาวิภังค์ ภาค ๒๙๑

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “สิกขาบทที่ ๗ เรื่องพระฉัพพัคคีย์”