กิเลสที่ข่มไว้ด้วยอำนาจแห่งวัตรของภิกษุเห็นปานนี้ ชื่อว่าย่อมเป็นอันข่มไว้อย่างนั้นเทียว เมื่อภิกษุบางรูปขวนขวายในคันถะ (คัมภีร์พุทธวจนะ) เรียน แสดงและประกาศคันถะ โดยนัยที่กล่าวแล้วนั่นแล กิเลสย่อมไม่ได้โอกาส เป็นอันข่มไว้ได้ด้วยอำนาจคันถะนั่นแล ท่านกระทำกิเลสนั้นให้เป็นอันข่มได้อย่างนั้นนั่นแล คลายกำหนัดได้แล้วก็ยึดเอาพระอรหัตไว้ได้ เหมือนพระมาลิยเทวเถระฉะนั้น.

ได้ยินว่า ท่านพระมาลิยเทวเถระผู้มีอายุนั้นเรียนอุเทศและทำวิปัสสนากรรมฐาน ที่มณฑลารามวิหาร ในกัลลคาม ในเวลาเป็นภิกษุได้ ๓ พรรษา ครั้นวันหนึ่ง เมื่อท่านเที่ยวภิกษาจารในกัลลคาม อุบาสิกาคนหนึ่งถวายข้าวยาคูกะบวยหนึ่ง เกิดความสิเนหาเหมือนดังบุตร ให้พระเถระนั่งภายในนิเวศน์ ถวายโภชนะอันประณีตแล้ว ถามว่า ท่านเป็นชาวบ้านไหนละพ่อ?

ท่านตอบว่า อุบาสิกา อาตมาทำกิจกรรม คือการเรียนคันถะ ในมณฑลารามวิหาร. อุบาสิกากล่าวว่า ถ้าเช่นนั้น พ่อจงรับภิกษาเป็นประจำในที่นี้แหละ ตราบเท่าที่เรียนคันถะ.

ท่านรับคำนั้นแล้ว รับภิกษาในที่นั้นเป็นประจำ ในเวลาเสร็จภัตกิจ เมื่อจะทำอนุโมทนา จึงกล่าวเฉพาะ ๒ บทว่า สุขํ โหตุ ทุกฺขา มุจฺจตุ (ขอท่านจงเป็นสุข จงพ้นจากทุกข์) แล้วก็ไปกระทำการสงเคราะห์แก่นางนั้นนั่นแล ตลอด ๓ เดือนภายในพรรษา กระทำความยำเกรงต่อบิณฑบาต ในวันมหาปวารณาก็บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา.

เล่มที่ ๒๐ อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต๑๐๗

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “วรรคที่ ๒”