ลำดับนั้น พระธัมมทินนเถระกระทำท่านให้เป็นพระสังฆเถระ ไปยังมหาติสสวิหาร แสดงธรรมกถาแก่สงฆ์ กิเลสอันพระเถระเห็นปานนั้นข่มแล้ว ก็เป็นอันข่มแล้วโดยประการนั้นนั่นแล.
แต่สำหรับพระภิกษุบางรูปกระทำวิปัสสนากรรมฐานโดยนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล กิเลสย่อมไม่ได้โอกาส เป็นอันข่มกิเลสได้ด้วยอำนาจวิปัสสนานั่นแล ภิกษุนั้นกระทำกิเลสให้เป็นอันข่มได้ด้วยประการนั้น คลายกำหนัดได้แล้วย่อมยึดพระอรหัตไว้ได้ เหมือนภิกษุผู้เจริญวิปัสสนาประมาณ ๖๐ รูป ในครั้งพุทธกาล.
ได้ยินว่า ภิกษุเหล่านั้นรับพระกรรมฐานในสำนักพระศาสดาแล้วเข้าไปป่าอันเงียบสงัด กระทำกรรมในวิปัสสนา (แต่) ไม่กระทำความพยายามเพื่อประโยชน์แก่มรรคผล ด้วยสำคัญว่า เราบรรลุมรรคผลแล้ว เพราะกิเลสไม่ฟุ้งขึ้น คิดว่าเราจักกราบทูลถึงธรรมที่เราแทงตลอดแล้วแด่พระทสพล จึงมาเฝ้าพระศาสดา แต่ก่อนที่ภิกษุเหล่านั้นจะมาถึง พระศาสดาได้ตรัสกะพระอานนทเถระว่า อานนท์ ภิกษุผู้บำเพ็ญเพียรจะมาพบเราในวันนี้ เธออย่าให้โอกาสแก่ภิกษุเหล่านั้นเพื่อจะพบเรา พึงส่งไปว่า พวกท่านจงไปป่าช้าทิ้งศพดิบ ทำภาวนาอสุภสด. พระเถระบอกข่าวที่พระศาสดาสั่งไว้แก่ภิกษุที่มาแล้วเหล่านั้น.
ภิกษุเหล่านั้นคิดว่า พระตถาคตไม่ทรงทราบแล้วคงไม่ตรัส ชะรอยจักมีเหตุในข้อนี้เป็นแน่ ดังนี้แล้วจึงไปยังป่าช้าศพดิบ ตรวจดูอสุภสดก็เกิดความกำหนัดขึ้น เกิดความสังเวชขึ้นว่า ข้อนี้ พระสัมมาสัมพุทธคงจักทรงเห็นแล้วเป็นแน่ จึงเริ่มกรรมฐานเท่าที่ตนได้ตั้งแต่ต้น.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที