จริงอย่างนั้น สุตํ ศัพท์นั้นมีอรรถว่า ไป ในคำเป็นต้นว่า เสนาย ปสุโต ไปในกองทัพ. เมื่ออรรถว่า เป็นธรรมปรากฏแล้ว ในคำเป็นต้นว่า สุตธมฺมสฺส ปสฺสโต ผู้มีธรรมปรากฎแล้ว เห็นอยู่. อรรถว่า ภิกษุณีผู้ชุ่มด้วยราคะต่อบุรุษผู้ชุ่มด้วยราคะ ในคำเป็นต้นว่า อวสฺสุตา อวสฺสุตสฺส ภิกษุณีผู้กำหนัดด้วยราคะ ต่อบุรุษผู้กำหนัดด้วยราคะ. อรรถว่า สั่งสม ในคำเป็นต้นว่า ตุมฺเหหิ ปุญฺญํ ปสุตํ อนปฺปกํ ท่านสั่งสมบุญไว้มิใช่น้อย. อรรถว่า ขวนขวายในฌาน ในคำเป็นต้นว่า เย ฌานปสุตา ธีรา นักปราชญ์เหล่าใด ผู้ขวนขวายในฌาน. อรรถว่า เสียงที่รู้ด้วยโสต ในคำเป็นต้นว่า ทิฏฺฐํ สุตํ มุตํ รูปที่เห็น เสียงที่ได้ยิน อารมณ์ที่รู้. อรรถว่า ทรงความรู้ตามกระแสโสตทวาร ในคำเป็นต้นว่า สุตธโร สุตสนฺนิจฺจโย ผู้ทรงความรู้สั่งสมความรู้.

แต่ในที่นี้ สุตศัพท์มีอรรถว่า อุปธาริตํ ทรงไว้ทางโสตทวาร หรือว่า อุปธารณํ ความทรงจำ.

จริงอยู่ เมื่อ เมศัพท์มีอรรถว่า มยา ความว่า ข้าพเจ้าได้ฟังมาแล้วอย่างนี้ คือเข้าไปทรงจำตามกระแสแห่งโสตทวารก็ถูก. เมื่อมีอรรถว่า มม ความว่า การฟังของข้าพเจ้าอย่างนี้ คือการทรงจำตามกระแสแห่งโสตทวาร ก็ถูก.

บรรดาบททั้ง ๓ นั้นดังว่ามานี้ บทว่า เอวํ เป็นบทแสดงกิจคือหน้าที่ของวิญญาณมีโสตวิญญาณเป็นต้น.

เล่มที่ ๒๐ อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต๑๒

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “วรรคที่ ๑”