การกล่าวถ้อยคำแต่ที่เป็นสัปปายะ.
จริงอยู่ เมื่อภิกษุถือเมตตาด้วยการแผ่ไปโดยเจาะจงและไม่เจาะจง ก็ย่อมละพยาบาทได้ เมื่อพิจารณาถึงความที่ตนและบุคคลอื่น เป็นผู้มีกรรมเป็นของๆ ตนอย่างนี้ว่า ท่านโกรธเขาแล้วจักทำอะไรเขา จักทำศีลเป็นต้นของเขาให้พินาศได้หรือ ท่านมาด้วยกรรมของตนแล้วก็ไปด้วยกรรมของตนเท่านั้นมิใช่หรือ ชื่อว่าการโกรธผู้อื่น ย่อมเป็นเหมือนจับถ่านเพลิงที่ปราศจากเปลวไฟ ซี่เหล็กที่ร้อนและคูถเป็นต้นแล้วประสงค์ประหารผู้อื่น คนผู้โกรธต่อท่านแม้คนนี้จักกระทำอะไรได้ จักอาจทำศีลเป็นต้นของท่านให้พินาศหรือ เขามาด้วยกรรมของตนแล้วจักไปด้วยกรรมของตนเท่านั้น ความโกรธนั้นจักตกบนกระหม่อมของผู้นั้นเท่านั้น เปรียบเหมือนห้วงน้ำใหญ่ที่ไม่มีอะไรปิดกั้นไว้ และเหมือนกำธุลีซัดไปทวนลมฉะนั้น ดังนี้ก็ดี ผู้พิจารณาความที่เขาทั้ง ๒ เป็นผู้มีกรรมเป็นของๆ ตนแล้วตั้งอยู่ในการพิจารณาก็ดี คบหากัลยาณมิตร ผู้ยินดีในการเจริญภาวนา เหมือนกับพระอัสสคุตตเถระก็ดี ย่อมละพยาบาทได้ ย่อมละพยาบาทได้แม้ด้วยการกล่าวถ้อยคำที่เป็นสัปปายะที่อิงเมตตา ทั้งในการยืนและนั่งเป็นต้น.
ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ธรรม ๖ ประการย่อมเป็นไปเพื่อละพยาบาท.
คำที่เหลือพึงทราบโดยนัยที่กล่าวแล้วในที่นี้และในที่อื่นจากนี้นั่นแล แต่ข้าพเจ้าจักกล่าวเพียงที่แปลกกันเท่านั้นแล. จบอรรถกถาสูตรที่ ๗
อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที