การกล่าวถ้อยคำแต่ที่เป็นสัปปายะ ๑.
จริงอยู่ เมื่อภิกษุบริโภคโภชนะเหมือนอย่างพราหมณ์ที่ชื่อว่าอาหรหัตถกะ พราหมณ์ที่ชื่อว่าภุตตวัมมิตกะ พราหมณ์ที่ชื่อว่าตัตถวัฏฏกะ พราหมณ์ที่ชื่อว่าอลังสาฏกะ และพราหมณ์ที่ชื่อว่ากากมาสกะเป็นต้น นั่งในที่พักกลางคืนและที่พักกลางวัน กระทำสมณธรรมอยู่ ถีนมิทธะย่อมครอบงำ เหมือนช้างใหญ่ฉะนั้น แต่เมื่อภิกษุหยุดพักคำข้าว ๔-๕ คำแล้วดื่มน้ำเสีย พอทำอัตตภาพให้เป็นไปเป็นปกติ ถีนมิทธะนั้นก็ไม่มี.
แม้เมื่อภิกษุถือเอานิมิตในการบริโภคเกินไปดังกล่าวแล้วนี้ ย่อมละถีนมิทธะได้ ถีนมิทธะก้าวลงในอิริยาบถใด เมื่อท่านเปลี่ยนอิริยาบถเป็นอย่างอื่นจากอิริยาบถนั้นเสียก็ดี มนสิการถึงแสงสว่างแห่งดวงจันทร์ แสงสว่างแห่งประทีป แสงสว่างแห่งคบเพลิงตอนกลางคืน และแสงสว่างแห่งดวงอาทิตย์ตอนกลางวันก็ดี อยู่กลางแจ้งก็ดี คบกัลยาณมิตรผู้ละถีนมิทธะได้แล้ว เสมือนกับพระมหากัสสปเถระก็ดี ย่อมละถีนมิทธะได้ แม้ด้วยการกล่าวสัปปายกถาอันอิงธุดงคคุณในอิริยาบถมีการยืนและการนั่งเป็นต้นก็ย่อมละได้
ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ธรรม ๖ ประการย่อมเป็นไปเพื่อละถีนมิทธะแล. จบอรรถกถาสูตรที่ ๘
อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที