พระอานนทเถระเจ้ายืนถวายงานพัดอยู่นั่นแหละ เรียนพระสูตรทั้งหมดแต่ต้นจนจบ ไม่ให้ตกหล่นแม้แต่พยัญชนะเดียว. ในวันรุ่งขึ้น ท่านกลับจากบิณฑบาต แสดงวัตรต่อพระทศพลแล้ว กลับไปยังที่พักกลางวันของตน เมื่อสัทธิวิหาริกและอันเตวาสิกทั้งหลายแสดงวัตรแล้วหลีกไป นั่งรำพึงถึงอรุณวดีสูตรที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้วในวันวาน. ครั้งนั้น พระสูตรทั้งหมดได้ปรากฏแจ่มแจ้งแก่ท่าน (พระอานนท์).

ท่านพระอานนทเถระคิดว่า อัครสาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าสิขี ยืนอยู่บนพรหมโลก เปล่งรัศมีออกจากร่างกาย กำจัดความมืดมนอันธการในจักรวาลพันหนึ่ง แล้วแสดงธรรมกถาให้เทวดาและมนุษย์ได้ยินเสียงของตน คำดังที่ว่ามานี้ พระบรมศาสดาตรัสไว้แล้วเมื่อวันวานวิสัยของพระสาวก (มีอานุภาพ) เห็นปานนี้ก่อน ส่วนพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงบำเพ็ญบารมี ๑๐ ทัศ แล้วบรรลุพระสัพพัญญุตญาณ จะเปล่งพระสุรเสียงไปได้ไกลเท่าไร.

เพื่อบรรเทาความสงสัยอันบังเกิดแล้วอย่างนี้ ทันใดนั้นเอง ท่านจึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าทูลถามความนั้น. เพื่อจะแสดงข้อความนั้น พระธรรมสังคาหกาจารย์จึงกล่าวคำว่า อถโข อายสฺมา อานนฺโท ดังนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สมฺมุขา ความว่า พระสูตรนี้ ข้าพเจ้า (พระอานนท์) ยืนอยู่เฉพาะพระพักตร์ฟังแล้ว ไม่ใช่ฟังโดยได้ยินตามกันมา คือไม่ได้ฟังโดยสืบต่อจากทูต. ๑-

เล่มที่ ๒๐ อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต๒,๓๖๑

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “จูฬนีสูตร”