ได้ยินว่า พระราชาทรงพระนามว่ามหาทาฐิกนาค ให้สร้างพระสถูปใหญ่ที่ถ้ำอัมพัฏฐะ ใกล้เจติยคิรีวิหาร กระทำคิริภัณฑวาหนบูชา (บูชาด้วยนำของที่เกิด ณ ภูเขามา) มีหมู่นางสนมแวดล้อม เสด็จไปยังเจติยคิรีวิหาร ถวายมหาทานแก่ภิกษุสงฆ์ ตามกาลอันสมควร. ธรรมดาว่า สถานที่ชนเป็นอันมากประชุมกัน ชนทั้งหมดไม่มีสติที่จะตั้งมั่นอยู่ได้. พระอัครมเหสีของพระราชาทรงพระนามว่าทมิฬเทวี ทรงตั้งอยู่ในวัยสาว น่าชม น่าพิศมัย.

ครั้งนั้น พระเถระรูปหนึ่งชื่อจิตตะ ผู้บวชเมื่อแก่ แลดูโดยทำนองที่ไม่สำรวม ยึดเอานิมิตในรูปารมณ์ของพระอัครมเหสีนั้นเป็นดังคนบ้า. เที่ยวพูดไปในที่ๆ ตนยืนและนั่งว่า เชิญสิ แม่ทมิฬเทวี เชิญสิ แม่ทมิฬเทวี.

ตั้งแต่นั้นมา ภิกษุหนุ่มและสามเณรตั้งชื่อไว้เรียกท่านว่า พระอุมมัตตกจิตตเถระ (พระจิตบ้า).

ต่อไม่นานนัก พระเทวีนั้นก็ทิวงคต. เมื่อภิกษุสงฆ์ไปเยี่ยมในป่าช้าแล้วกลับมา ภิกษุหนุ่มและสามเณรได้ไปยังสำนักของท่านกล่าวอย่างนี้ว่า ท่านพระจิตตเถระ ขอรับ ท่านพร่ำเพ้อถึงพระเทวีพระองค์ใด พวกผมไปเยี่ยมป่าช้าของพระเทวีพระองค์นั้น กลับมาแล้ว. ถึงภิกษุหนุ่มและสามเณรทั้งหลายจะพูดอย่างนั้น ท่านก็ไม่เชื่อ ได้แต่พูดดังคนบ้าว่า พวกท่านไปเยี่ยมใครๆ ก็ได้ในป่าช้า หน้าของพวกท่านจึงมีสีเหมือนควันไฟ.

เล่มที่ ๒๐ อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต๕๔

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “วรรคที่ ๑”