เขาตั้งชื่อบุตรที่เกิดก่อนว่า มหาปัณฐก บุตรที่เกิดทีหลังว่า จุลลปัณฐก เพราะทารกทั้งสองนั้นเกิดที่หนทาง ชนทั้งสองนั้นพาทารกทั้งสองไปยังที่อยู่ของตนตามเดิม.
เมื่อชนเหล่านั้นอยู่ในที่นั้น เด็กมหาปัณฐกะได้ยินเด็กอื่นๆ เรียก อา ลุง ปู่ ย่า จึงถามมารดาว่า แม่จ๋า เด็กอื่นๆ เรียกปู่ เรียกย่า ก็ญาติของพวกเราในที่นี้ไม่มีบ้างหรือ. นางตอบว่า จริงสิ ลูก ญาติของเราในที่นี้ไม่มีดอก แต่ในกรุงราชคฤห์ตาของเจ้าชื่อธนเศรษฐี ในกรุงราชคฤห์นั้นมีญาติของเจ้าเป็นอันมาก. เพราะเหตุไรเราจึงไม่ไปกันในกรุงราชคฤห์นั้นละแม่. นางมิได้เล่าเหตุที่ตนมาแก่บุตร เมื่อบุตรพูดบ่อยๆ จึงบอกสามีว่า เด็กๆ เหล่านี้รบเร้าเหลือเกิน พ่อแม่ของเราเห็นแล้วจักกินเนื้อหรือ มาเถอะ เราจะไปชี้สกุลตายายแก่เด็กๆ. สามีกล่าวว่า ฉันไม่อาจเผชิญหน้าได้ แต่ว่าจักพาไปได้. นางกล่าวว่า ดีละนาย เราควรให้เด็กๆ เห็นตระกูลตาด้วยอุบายอย่างหนึ่ง จึงควร.
ทั้งสองคนจึงพาทารกไปจนถึงกรุงราชคฤห์โดยลำดับ พักที่ศาลาแห่งหนึ่งใกล้ประตูนคร มารดาเด็กส่งข่าวไปบอกแก่มารดาบิดาว่าพาเด็ก ๒ คนมา. สัตว์ที่เวียนว่ายอยู่ในสงสารวัฎชื่อว่าจะไม่เป็นบุตรจะไม่เป็นธิดากันไม่มี มารดาบิดานั้นได้ฟังข่าวแล้วส่งคำตอบไปว่า คนทั้งสองมีความผิดต่อเรามาก ไม่อาจอยู่ในสายตาของเราได้ ทั้ง ๒ คนจงถือเอาทรัพย์มีประมาณเท่านี้ไปอยู่ยังสถานที่ที่เป็นผาสุกเถิด แต่จงส่งเด็กๆ มาให้เรา
ธิดาเศรษฐีรับเอาทรัพย์ที่มารดาบิดาส่งไปแล้วมอบเด็กทั้ง ๒ ไว้ในมือทูตที่มาแล้วนั้นแล. เด็กทั้ง ๒ นั้นเติบโตอยู่ในตระกูลของตา
อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที