ครั้งพระศาสดาทรงเหยียดพระหัตถ์แก่อำมาตย์และบุรุษพันคนนั้น ด้วยพระดำรัสว่า พวกเธอจงเป็นภิกษุเถิด. ทันใดนั้นเอง ทุกคนก็ทรงบาตรและจีวรสำเร็จมาแต่ฤทธิ์ ได้เป็นเหมือนพระเถระร้อยพรรษา นับแต่เวลาบรรลุพระอรหัตกันแล้ว ธรรมดาว่าพระอริยะทั้งหลายย่อมเป็นผู้วางเฉย เพราะฉะนั้น อำมาตย์นั้นจึงไม่ได้ทูลข่าวสาส์นที่พระราชาทรงส่งไปแด่พระทศพล.

พระราชาทรงพระดำริว่า อำมาตย์ยังไม่กลับมาจากที่นั้น ข่าวคราวก็ไม่ได้ยิน จึงทรงส่งอำมาตย์คนอื่นๆ ไปโดยทำนองนั้นนั่นแล. อำมาตย์แม้นั้นไปแล้วก็บรรลุพระอรหัตพร้อมกับบริษัทโดยนัยก่อนนั่นแหละ แล้วก็นิ่งเสีย ทรงส่งบุรุษเก้าพันคนพร้อมกับอำมาตย์เก้าคน ด้วยประการฉะนี้ ทุกๆ คนสำเร็จกิจของตนแล้วก็นิ่งเสีย.

ครั้งนั้น พระราชาทรงพระดำริว่า คนมีจำนวนเท่านี้ไม่บอกอะไรแก่พระทศพล เพื่อเสด็จมาในที่นี้เพราะเขาไม่รักเรา คนอื่นๆ แม้ไปก็คงจักไม่สามารถนำพระทศพลมาได้ แต่อุทายีบุตรของเรา ปีเดียวกับพระทศพล โดยเล่นฝุ่นด้วยกันมา เขาคงรักเราบ้าง จึงโปรดให้เรียกตัวมาแล้วตรัสสั่งว่า ลูกเอ๋ย เจ้ามีบุรุษพันคนเป็นบริวาร จงไปนำพระทศพลมา.

กาฬุทายีกราบทูลว่า ข้าแต่เทวะ ข้าพระบาทได้บรรพชาเหมือนพวกบุรุษที่ไปกันครั้งแรก จึงจักนำมา พระเจ้าข้า. รับสั่งว่า เจ้าทำกิจอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วจงนำลูกของเรามาก็แล้วกัน.

เล่มที่ ๒๐ อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต๗๔๗

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “วรรคที่ ๔”