พาวรีพราหมณ์ ตั้งแต่ได้ยินเสียงเทวดากล่าว ก็โล่งใจ รุ่งขึ้นพอได้อรุณก็เรียกศิษย์ทุกคนมาแล้ว กล่าวว่า พ่อเอ๋ย เขาว่าพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นแล้วในโลก ถึงพวกท่านก็จงรีบไป รู้ว่าเป็นพระพุทธเจ้าหรือไม่ใช่ แล้วจงกลับมาบอกเรา เราก็จักไปเฝ้าพระศาสดา ก็แต่ว่าอันตรายแห่งชีวิตรู้กันยาก เพราะเราแก่เฒ่าแล้ว พวกท่านไปเฝ้าพระศาสดา จงทูลถามปัญหาโดยทำนองอย่างนี้อย่างนี้กะพระองค์ จึงแต่งปัญหาชื่อสมองแตกให้ไป.
ต่อนั้น พาวรีพราหมณ์คิดว่า พวกมาณพเหล่านี้ทุกคนเป็นบัณฑิต ฟังธรรมกถาของพระศาสดาแล้ว เมื่อกิจของตนถึงที่สุดแล้ว จะพึงกลับมาหาเราหรือไม่หนอ ทีนี้จึงให้สัญญาแก่อชิตมาณพ๕- หลานชายของตนว่า เจ้าควรกลับมาถ่ายเดียว มาบอกคุณที่ตนได้แก่เรา. ____________________________ ๕- กตฺถจิ. ปิงฺคิยมาณวสฺส
ลำดับนั้น เหล่าชฎิล ๑๖,๐๐๐ ยกอชิตมาณพเป็นหัวหน้า จึงออกจาริกไปพร้อมกับอันเตวาสิกหัวหน้า ๑๖ คน ด้วยหมายใจว่า จักทูลถามปัญหากะพระศาสดา ในที่ๆ ไปๆ ถูกถามว่าพระผู้เป็นเจ้าจะไปไหน ก็ตอบว่า พวกเราจะไปเฝ้าพระทศพลถามปัญหา เมื่อจะชักตั้งแต่ปลายมาตลอดบริษัทก็เดินทางได้หลายร้อยโยชน์.
พระศาสดาทรงดำริว่า ในวันที่มาณพเหล่านั้นๆ มา โอกาสจักไม่มีแก่ผู้อื่น ที่นี่จึงเป็นที่ไม่ควรสำหรับบริษัทนี้ จึงเสด็จไปประทับนั่ง ณ หลังแผ่นหินที่ปาสาณเจดีย์ แม้อชิตมาณพนั้นกับบริษัทก็ขึ้นหลังแผ่นหินนั้น เห็นสมบัติแห่งพระสรีระของพระศาสดา ก็คิดว่า บุรุษผู้นี้คงจักเป็นพระพุทธเจ้าผู้มีหลังคาอันเปิดแล้วในโลกนี้ จึงไปเอาใจถามปัญหาที่อาจารย์ส่งมอบแก่ตนมา.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที