พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงเวลาของพระขีณาสพ ผู้ทำกิเลสให้สิ้นไปด้วยมรรคแล้ว ไปยังที่นอนอันดีคือนิโรธ เข้าผลสมาบัติมีพระนิพพานเป็นอารมณ์อยู่ ด้วยพระดำรัสมีประมาณเท่านี้.
เปรียบเหมือนนคร ๒ นคร นครหนึ่งคือโจรนคร นครหนึ่งคือเขมนคร. ครั้งนั้น นักรบใหญ่ท่านหนึ่งคิดว่า ตราบใด โจรนครยังตั้งอยู่ ตราบนั้น เขมนครก็ย่อมไม่พ้นภัย จำเราจักทำโจรนคร ไม่ให้เป็นนคร แล้วจึงสวมเกราะถือพระขรรค์ [ศัสตราวุธ ๒ คม] เข้าไปยังโจรนคร เอาพระขรรค์ตัดเสาระเนียด ที่เขาตั้งไว้ใกล้ประตูนคร พังบานประตู พร้อมทั้งกรอบประตู ยกลิ่มสลักทำลายกำแพง รื้อค่ายคู ลดธงที่เขายกขึ้นเพื่อความสง่างามแห่งนครลง แล้วเอาไฟเผานครเสีย เข้าไปสู่เขมนครขึ้นปราสาท มีหมู่ญาติห้อมล้อม บริโภคอาหารอันเอร็ดอร่อย.
ข้ออุปมานี้ฉันใด ข้ออุปมัยก็ฉันนั้น
สักกายะเหมือนโจรนคร พระนิพพานเหมือนเขมนคร พระโยคาวจรเหมือนนักรบใหญ่ ท่านมีความคิดอย่างนี้ว่า ตราบใดสักกายะยังเป็นไปอยู่ ตราบนั้นก็ไม่รอดพ้นจากกรรมกรณ์ ๓๒ โรค ๙๘ และมหาภัย ๒๕ ท่านจึงเป็นเหมือนนักรบใหญ่ สวมเกราะคือศีล ถือพระขรรค์คือปัญญา เอาพระอรหัตมรรคตัดเสาระเนียดคือตัณหา เหมือนเอาพระขรรค์ตัดเสาระเนียด ถอดสลักคือสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ เหมือนนักรบพังบานประตูนครพร้อมทั้งกรอบประตู ยกลิ่มสลักคืออวิชชาเหมือนนักรบยกลิ่มสลัก ทำลายอภิสังขารคือกรรม รื้อคูคือชาติสงสาร เหมือนนักรบทำลายกำแพง รื้อค่ายคู ลดธงคือมานะ เหมือนนักรบลดธงที่เขายกขึ้นให้นครโจร สง่างามเสีย เผานครโจรคือสักกายะ แล้วเข้าสู่นครคือกิเลสปรินิพพาน เป็นที่ดับกิเลส เสวยสุขเกิดแต่ผลสมาบัติ อันมีอมตนิโรธเป็นอารมณ์ ยังเวลาให้ล่วงไปๆ เหมือนนักรบเข้าไปในเขมนคร ขึ้นปราสาทชั้นบน บริโภคอาหารอันอร่อย ฉะนั้น. จบอรรถกถาปฐมเจโตวิมุตติสูตรที่ ๑
อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที