ธรรมดาว่าทานนี้เป็นหนทางที่เราไป นั่นเป็นวงศ์ของเรา เราเมื่อบำเพ็ญบารมี ๑๐ ได้ปฏิบัติมหายัญเป็นอเนก คือมหายัญครั้งเป็นเวลามพราหมณ์ มหายัญครั้งเป็นมหาโควินทพราหมณ์ มหายัญครั้งที่เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ์นามว่ามหาสุทัศนะ มหายัญครั้งเป็นเวสสันดร เราเมื่อครั้งเป็นกระต่ายได้มอบตนในกองเพลิงที่ลุกโชน แล้วประคับประคองจิตของยาจกที่มาถึงไว้ได้ ด้วยว่าทานในโลก ย่อมให้สักกสมบัติ มารสมบัติ พรหมสมบัติ จักรพรรดิ์สมบัติ สาวกบารมีญาณ ปัจเจกโพธิญาณ ให้อภิสัมโพธิญาณ.
ก็เพราะเหตุที่ผู้ให้ทานอาจสมาทานศีลได้ ฉะนั้น จึงตรัสสีลกถาในลำดับทาน.
บทว่า สีลกถํ ได้แก่ ถ้อยคำที่เกี่ยวด้วยคุณของศีลมีอาทิอย่างนี้ว่า ชื่อว่าศีลนี้เป็นที่พึ่งอาศัย เป็นที่พำนัก เป็นที่ยึดหน่วง เป็นที่ต้านทาน เป็นคติ เป็นที่ไปในเบื้องหน้า. ธรรมดาว่า ศีลนี้เป็นวงศ์ของเรา เราบำเพ็ญศีลในอัตตภาพทั้งหลายหาที่สุดมิได้ เช่นครั้งเป็นพระยานาคชื่อว่าสังขบาล ครั้งเป็นพระยานาคชื่อว่าจัมเปยยะ ครั้งเป็นพระยานาคชื่อว่าศีลวะ ครั้งเป็นพระยาช้างผู้เลี้ยงมารดา ครั้งเป็นพระยาช้างชื่อว่าฉัททันตะ เพราะที่พึ่งอาศัย ที่พึ่ง ที่ยึดหน่วง ที่ต้านทาน ที่เร้น ที่ไปและที่พำนักแห่งสมบัติในโลกนี้และโลกอื่น เสมือนศีลไม่มี. เครื่องประดับเช่นเครื่องประดับคือศีลไม่มี. ดอกไม้เช่นดอกไม้คือศีลไม่มี กลิ่นเช่นกับกลิ่นคือศีลไม่มี เพราะชาวโลกกับทั้งเทวโลก เมื่อตรวจดูคนผู้ประดับด้วยเครื่องประดับคือศีล ลูบไล้ด้วยกลิ่นคือศีล ย่อมไม่อิ่มใจ.
อนึ่ง เพื่อทรงแสดงว่า บุคคลอาศัยศีลนี้ ย่อมได้สวรรค์นี้จึงตรัสสัคคกถาในลำดับแห่งศีล.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที